ชมพุทธประวัติ ฉบับการ์ตูน

Art of Asia: Buddhism - The Art of Enlightenment

ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

การแนะแนว"อนาคตประเทศไทยกับ 10 อาชีพสุดฮิพ"จัดโดยมูลนิธิไทยคม 10-11 ต.ค.52

Bookmark and Share

วันศุกร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เพื่อนบ้านชิงจังหวะไทยติดหล่ม ปรับโมเดล ศก.-รื้อโครงสร้างรายได้ประเทศ

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4223  ประชาชาติธุรกิจ


เพื่อนบ้านชิงจังหวะไทยติดหล่ม ปรับโมเดล ศก.-รื้อโครงสร้างรายได้ประเทศ





ปลาย สัปดาห์ที่แล้ว ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่รายงานการติดตามเศรษฐกิจฉบับล่าสุด ซึ่งแม้สาระหลักจะอยู่ที่การคาดการณ์แนวโน้มเศรษฐกิจของไทยในปี 2553 ซึ่งน่าจะเติบโตที่ระดับ 6.1% ลดลงเล็กน้อย 0.1% จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้

แต่มีเนื้อหาในบางประเด็นที่น่า พิจารณาอย่างละเอียดและระมัดระวัง นั่นคือการตั้งข้อสังเกตถึงการพึ่งพาการส่งออกอย่างเดียวในการกระตุ้น เศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้ไทยมีความเสี่ยงสูง หากเศรษฐกิจโลกเติบโตลดลง เศรษฐกิจไทยก็จะหดตัวตาม โดยเฉพาะในปัจจุบันซึ่งเศรษฐกิจโลกยังมีความผันผวนจากปัญหาหนี้สินของกรีซ และปัญหาหนี้สินในกลุ่มยูโรโซน

ปัจจุบัน การส่งออกมีสัดส่วนราว 65% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)

เป็น ที่น่าสนใจว่า ในขณะที่ไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจทัดเทียม หรือสูงกว่าประเทศไทย อันได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ มีการปรับโครงสร้างรายได้ของประเทศใหม่ หรืออยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออก และเพิ่มรายได้ประเทศจากกลไกตัวอื่น ๆ แทน

อาทิ สิงคโปร์ ซึ่งพบว่าได้หันมาดำเนินนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจที่มีความสมดุลมากยิ่งขึ้น โดยอาศัยทั้งการค้า การบริการทางการเงิน และภาคการท่องเที่ยวและบริการ โดยเฉพาะธุรกิจการจัดประชุม สัมมนา การท่องเที่ยวเพื่อรางวัล และนิทรรศการ (meetings, incentives, conferences and exhibitions) หรือธุรกิจไมซ์ จนถึงเศรษฐกิจกาสิโน เป็นกลไกสร้างรายได้ที่สำคัญ

ในปี 2552 ธุรกิจเหล่านี้เป็นกลไกหลักในการดึงนักท่องเที่ยวและนักเดินทางกลุ่มต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศ ได้มากถึง 9.7 ล้านคน ในจำนวนนั้น 30% เป็นนักเดินทางกลุ่มไมซ์ โดยที่ธุรกิจไมซ์มีสัดส่วนในการสร้างรายได้เข้าประเทศให้กับสิงคโปร์ มากถึง 6 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2551 หรือ 40% ของรายได้รวมของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งระบบ

นอกจากนี้ในเดือน พฤษภาคมที่ผ่านมา สิงคโปร์ยังสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักเดินทางเพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักส่วนหนึ่งมาจากการเปิดให้บริการกาสิโน-รีสอร์ตขนาดมหึมาใหม่ 2 แห่ง ในประเทศ ซึ่งลงทุนโดยกลุ่มเก็นติ้ง ของมาเลเซีย และลาสเวกัส แซนด์ ของสหรัฐ

ทั้งนี้กลุ่มลาสเวกัส แซนด์ ประเมินว่า บ่อนกาสิโน และ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ ของกลุ่ม มีแนวโน้มจะดึง นักท่องเที่ยวให้มาใช้บริการได้สูงสุดถึง 150,000 คนต่อวัน หลังจากมียอดผู้มาท่องเที่ยวสูงเกินคาด นับจากเปิดบริการในเดือนเมษายน

จุด แข็งที่เสริมส่งให้ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจไมซ์ และกาสิโน ก้าวขึ้นมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้กับสิงคโปร์ มาจากความพร้อมในระบบขนส่ง สาธารณูปโภคพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น ๆ โดยเฉพาะการมีสนามบินชางงี ที่เชื่อมโยงมหานครและเมืองใหญ่ 200 แห่ง ใน 60 ประเทศทั่วโลก รองรับการบริการเที่ยวบินมากกว่า 50,000 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ จาก 65 สายการบิน ทั้งยังมีสถานที่รองรับธุรกิจไมซ์ได้อย่างครบเครื่อง ในจำนวนนั้นรวมถึงศูนย์ประชุมสิงคโปร์ เอ็กซ์โป และศูนย์ประชุมซันเทค สิงคโปร์

นอกจากสิงคโปร์แล้ว ยังพบว่ามาเลเซียเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีการวางยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศใหม่

เมื่อ วันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียได้เปิดเผยแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับที่ 10 ของมาเลเซีย วงเงินงบประมาณ 2.30 แสนล้านริงกิต หรือกว่า 6.9 หมื่นล้านดอลลาร์ ระหว่าง ปี 2553 ถึงปี 2558 เป็นก้าวแรกของการยกระดับให้เป็นประเทศพัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้ต่อหัวของประชากรสูง (high income country) ภายในปี 2563 หรือในอีก 10 ปีข้างหน้า

แผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปี ฉบับใหม่ของมาเลเซีย มีสาระสำคัญหลายประเด็น อาทิ ขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจขยายตัว 6% ต่อปี โดยงบประมาณส่วนใหญ่ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจ มูลค่า 2.3 แสนล้านริงกิต หรือ 2.3 ล้านล้านบาท นำไปใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ (55%) ส่งเสริมภาคสังคม (30%) การใช้จ่ายด้านความมั่นคง (10%) และการบริหารงานทั่วไป (5%)

ตลอดจน กระตุ้นการลงทุนให้ขยายตัวแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะการลงทุนของภาคเอกชน โดยมาเลเซียต้องการการลงทุนของภาคเอกชน เฉลี่ยปีละกว่า 1.15 แสนล้านริงกิต หรือประมาณ 1.15 ล้านล้านบาท เพื่อให้บรรลุเป้าในการเพิ่มการลงทุนร้อยละ 12.8 ต่อปี

แผนยังครอบคลุมการยกเลิกมาตรการอุดหนุนเพื่อลดการขาดดุลงบประมาณ

โดย จะยกเลิกมาตรการอุดหนุดสินค้าจำเป็น ตั้งแต่น้ำมันไปจนถึงอาหารอย่างน้ำตาล คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยให้รัฐบาลประหยัดงบประมาณถึง 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

จนถึงการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก ผ่านการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบเสรีเพื่อกระตุ้นภาคเอกชน และส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เร่งปฏิรูประบบการศึกษา ตลอดจนสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเพื่อยกระดับรายได้ให้สูงขึ้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ตั้งข้อสังเกตในรายงานวิเคราะห์ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 25 มิถุนายนว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 10 ของมาเลเซีย อาจจะส่งผลดีและความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยในหลายด้าน โดยในระยะสั้นอาจกระทบต่อไทยไม่มากนัก เพราะนโยบายเปิดเสรี รวมถึงการผ่อนคลายกฎระเบียบและลดขั้นตอนที่ซับซ้อนของมาเลเซีย นอกเหนือจากการยกเลิกภาษีสินค้าให้ไทย ร้อยละ 98.4 ภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (อาฟต้า) จะเปิดโอกาสให้ไทยเข้าถึงตลาดมาเลเซียได้มากขึ้น

นอกจากนี้สินค้า ส่งออกของไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันใกล้เคียงกับสินค้ามาเลเซียและคู่ แข่งอื่น ๆ โดยสินค้าส่งออกของไทยส่วนใหญ่เป็นสินค้าขั้นกลางที่มาเลเซียนำเข้าไปผลิต เพื่อส่งออกอีกต่อหนึ่ง และมาเลเซียยังต้องใช้เวลาในการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อยกระดับสินค้าอุตสาหกรรม ส่วนด้านการลงทุน นักลงทุนไทยอาจลดต้นทุนได้มากขึ้นจากการผ่อนคลายกฎระเบียบและลดขั้นตอน ปฏิบัติ แต่ก็อาจเผชิญกับอุปสรรคจากมาตรการที่เอื้อประโยชน์กับคนท้องถิ่นเชื้อสายมา เลย์

ส่วนในระยะยาว การผลิตสินค้าโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในอนาคตอาจทำให้มาเลเซียมี ความต้องการสินค้าขั้นกลางจากไทยเพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ของชาวมาเลย์ที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ความต้องการสินค้าเพื่อการ บริโภคจากไทยเพิ่มขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากผู้ประกอบการไทยไม่สามารถพัฒนาสินค้าให้ทัดเทียมมาเลเซีย ไทยอาจเสียส่วนแบ่งตลาดสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงให้มาเลเซีย รวมถึงตลาดส่งออกอื่น ๆ ที่ไทยและมาเลเซียมีเอฟทีเอในกรอบอาเซียนร่วมกัน

การ เปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกับสิงคโปร์ และมาเลเซีย ยังพบในฟิลิปปินส์ด้วย โดยรัฐบาลตากาล็อกได้จัดทำแผนโรดแมปที่จะผลักดันประเทศให้เป็นปลายทางการลง ทุน ซึ่งตั้งเป้าดึงโครงการต่าง ๆ มูลค่า 2.405 ล้านล้านเปโซ ในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยแผนส่งเสริมการลงทุนฉบับแรกของแดนตากาล็อกมีเป้าหมายดึงโครงการใหม่ ๆ เข้าสู่ภาคเหมืองแร่ และอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีก 7 อุตสาหกรรม ซึ่งแผนนี้ตั้งเป้าการเพิ่มขึ้นของการลงทุนอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป จนถึงระดับ 6.58 แสนล้านเปโซ ในปี 2557 หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 2552

เจ สลี เอ. ลาพัส รัฐมนตรีการค้า เปิดเผยว่า แผนดังกล่าวเป็นโครงการถาวร ดังนั้นจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้แม้จะเปลี่ยนรัฐบาล เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรับผิดชอบดูแลโครงการ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนสำหรับการร่างแผนนี้จะติดตาม การดำเนินการตามแผนต่อไป

พิมพ์เขียวฉบับใหม่เสนอให้หน่วยงานที่ เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการลงทุนร่วมมือกันในกิจกรรมทางการตลาดต่าง ๆ เช่น จัด โรดโชว์ร่วม ซึ่งทำให้นักลงทุนได้ลงทุนในโซนเศรษฐกิจที่เหมาะสม และได้รับข้อมูลอย่างครอบคลุม

สำหรับภาคอุตสาหกรรมพร้อมเป้าหมายเม็ด เงินลงทุนที่ถูกบรรจุไว้ในแผนระยะ 5 ปี ได้แก่ เหมืองแร่ 681.47 พันล้านเปโซ อุตสาหกรรมพลังงาน โดยจะเน้นพลังงานทดแทน 564.5 พันล้านเปโซ อุตสาหกรรมต่อเรือ 440.45 พันล้านเปโซ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดักเตอร์ 247.53 พันล้านเปโซ อุตสาหกรรมเกษตร 145.34 พันล้านเปโซ บริการไอทีและเอาต์ซอร์ซธุรกิจ 131.42 พันล้านเปโซ ท่องเที่ยว 103.08 พันล้านเปโซ และโลจิสติกส์ 37.48 พันล้านเปโซ ซึ่งสรุปแล้วมีมูลค่าการลงทุนห่างจากเป้า 2.405 ล้านล้านเปโซ ราว 53.73 พันล้านเปโซ

นอกจากเพิ่มความพยายามดึงดูดการลงทุนแล้ว ปัจจัยที่คาดว่าจะช่วยดึงโครงการเข้ามาในภาคอุตสาหกรรมข้างต้นก็คือ ทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรบุคคลในฟิลิปปินส์ ตลาดจน พื้นฐานที่มีอยู่แล้ว เช่น กฎหมาย และแผนเชิงพื้นที่ นอกจากนี้ฟิลิปปินส์ยังมีชื่อเสียงเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของ อุตสาหกรรมดังกล่าวด้วย

ทั้งนี้ตามแผนนี้ ฟิลิปปินส์ได้เจาะจงประเทศที่ต้องการดึงเม็ดเงินลงทุนไว้ โดยแบ่งตามรายอุตสาหกรรม เช่น นักลงทุนเหมืองแร่จากญี่ปุ่น และจีน เป็นต้น
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02edi01010753&sectionid=0212&day=2010-07-01

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

Hydropower : พลังน้ำกับการผลิตพลังงานไฟฟ้า

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4223  ประชาชาติธุรกิจ


Hydropower : พลังน้ำกับการผลิตพลังงานไฟฟ้า


คอลัมน์ เปิดมุมมอง

โดย กลุ่มบริษัท ทีม E-mail : teamgroup@team.co.th ม.ร.ว.วิพุธดนัย เทวกุล



การ เคลื่อนที่ของน้ำเต็มไปด้วยพลังงานธรรมชาติมหาศาล จะเห็นได้จากการเกิดอุทกภัยคราวใด จะก่อให้เกิดครามเสียหายต่อเรือกสวนไร่นา สิ่งปลูกสร้าง สาธารณูปโภค ตลอดจนชีวิตของมนุษย์ การเคลื่อนที่ของน้ำโดยธรรมชาติจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากแรงดึงดูดของโลกนั่นเอง ดังนั้น หากควบคุมการเคลื่อนที่ของน้ำและนำพลังน้ำเหล่านี้มาใช้ จะก่อให้เกิดประโยชน์เป็นคุณอนันต์

มนุษย์รู้จักนำพลังน้ำมาใช้งาน ให้เกิดประโยชน์มาแล้วหลายศตวรรษ การใช้พลังน้ำในยุคแรก ๆ เป็นการแปลงพลังน้ำเป็นพลังงานกล (Direct Mechanical Power Transmission) ชาวโรมันสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้พลังงานกลในการสีข้าว ชาวจีนนำพลังน้ำมาหมุนกังหันน้ำเพื่อยกน้ำเข้าไร่นา การใช้ประโยชน์โดยตรงเหล่านี้ ทำให้ต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำ ต่อมาเมื่อมนุษย์รู้จักพลังงานไฟฟ้าและผลิตกระแสไฟฟ้ามาใช้ประโยชน์ จึงนำพลังน้ำมาเป็นต้นพลังในการผลิตกระแสไฟฟ้า แล้วจึงส่งกระแสไฟฟ้าไปยังผู้ใช้ที่อยู่ ห่างไกลออกไปเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานที่ต้องการ เช่น พลังงานกล พลังงาน แสงสว่าง พลังงานความร้อน ฯลฯ

โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำได้รับการพัฒนา อย่างมากมาย ทั้งในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และเอเชีย โดยเฉพาะในช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยมีการศึกษาวางแผนดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดใหญ่ครั้งแรกใน โครงการก่อสร้างเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ในช่วงทศวรรษที่ 2490 และเปิดทำการตั้งแต่ปี 2507 เป็นต้นมา

การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้า พลังน้ำ มักจะทำในรูปแบบของโครงการอเนกประสงค์ (Multi-Purposes Project) กล่าวคือ เมื่อน้ำผ่านเครื่องกังหันน้ำเพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าแล้ว จะถูกส่งต่อเข้าระบบชลประทานเพื่อการเกษตรกรรมต่อไป ส่วนอ่างเก็บน้ำสามารถใช้ในการป้องกันอุทกภัย เป็นแหล่งประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ และใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว

แล้วโรง ไฟฟ้าพลังน้ำเป็นโรงไฟฟ้าประเภทเดียวในระบบไฟฟ้าหรือ ? ความจริงแล้ว ในระบบไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต้องประกอบด้วยโรงไฟฟ้าหลายประเภท แต่ละประเภทเหมาะสมที่จะสนอง ความต้องการในแต่ละช่วง ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยประกอบด้วยโรงไฟฟ้า 4 ประเภท แต่ละประเภทจะกล่าวโดยสังเขป

1.โรงไฟฟ้าพลังน้ำ (Hydro Power Plant) เป็นการนำทรัพยากรน้ำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า โดยอาศัยพลังน้ำมาหมุนกังหันน้ำที่ต่อเพลาตรงกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

2.โรงไฟฟ้าพลังไอน้ำ (Stream Power Plant) เป็นการแปรสภาพพลังงานเชื้อเพลิงไปเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยใช้ไอน้ำเป็นตัวกลาง ปัจจุบันไทยใช้น้ำมันเตา ถ่านลิกไนต์ และก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง นำไปต้มน้ำเพื่อให้กลายเป็นไอน้ำในอุณหภูมิและความดันที่ต้องการ และส่งไอน้ำเข้าไปหมุนเครื่องกังหันไอน้ำที่มีเพลาต่ออยู่กับเครื่องกำเนิด ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ในต่างประเทศยังมีการใช้เชื้อเพลิงเพลิงนิวเคลียร์ ถ่านหินคุณภาพดี เช่น แอนทราไซต์ (Anthracite) และบิทูมินัส (Bituminous)

3.โรง ไฟฟ้ากังหันแก๊ส (Gas Turbine Power Plant) เครื่องกังหันแก๊สเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน เปลี่ยนสภาพพลังงานเชื้อเพลิงเป็นพลังงานไฟฟ้าขั้นตอนการทำงานมีการอัดอากาศ ให้มี ความดันสูง 8-10 เท่า และส่งเข้าห้อง เผาไหม้ที่มีเชื้อเพลิงทำการเผาไหม้ เมื่ออากาศในห้องเผาไหม้เกิดการขยายตัว ทำให้มีแรงดันและอุณหภูมิสูงก็จะส่งอากาศไปหมุนเพลาของเครื่องกังหันแก๊สที่ ต่อผ่านชุดเกียร์เข้ากับเพลาของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โรงไฟฟ้าประเภทนี้ได้แก่โรงไฟฟ้ากังหันแก๊สสุราษฎร์ธานี โรงไฟฟ้ากังหันแก๊สหนองจอก กรุงเทพมหานคร โรงไฟฟ้ากังหันแก๊สไทรน้อย จ.นนทบุรี และ โรงไฟฟ้ากังหันแก๊สลานกระบือ จ.กำแพงเพชร

4.โรง ไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม (Combined-Cycle Power Plant) เป็นโรงไฟฟ้าที่ประกอบด้วยโรงไฟฟ้า 2 ระบบร่วมกัน คือโรงไฟฟ้ากังหันแก๊ส และ โรงไฟฟ้าพลังไอน้ำ โดยนำความร้อนจากไอเสียที่ออกจากเครื่องกังหันแก๊สซึ่งมีอุณหภูมิสูงถึง ประมาณ 550 องศาเซลเซียส มาใช้ประโยชน์แทนเชื้อเพลิงในการต้มน้ำของโรงไฟฟ้าพลังไอน้ำ โรงไฟฟ้าประเภทนี้จะนำเครื่องกังหันแก๊ส 3 หรือ 4 เครื่องต่อโรงไฟฟ้าพลังไอน้ำ 1 เครื่อง โรงไฟฟ้าชนิดนี้ได้แก่โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมน้ำพอง จ.ขอนแก่น

เนื่องจากความต้อง การไฟฟ้าผันแปรตลอด 24 ชั่วโมง ตามพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟฟ้า โรงไฟฟ้าพลังไอน้ำ ซึ่งจ่ายพลังงานไฟฟ้าช้า (Availability ต่ำ) เพราะต้องใช้เวลาต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำมากกว่า 24 ชั่วโมง แต่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน (ประมาณ 10 เดือน) จนกว่าจะถึงเวลาหยุดบำรุงรักษาครั้งต่อไป จึงเหมาะสมที่จะจ่ายไฟฟ้าให้ความต้องการในช่วงฐาน (Base Load) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมเหมาะสมที่จะจ่ายไฟฟ้าให้ความต้องการในช่วงฐาน (Base Load) และความต้องการในช่วงกลาง (Intermediate Load) โรงไฟฟ้าพลังน้ำเหมาะสมที่จะจ่ายไฟฟ้าให้ความต้องการในช่วงกลางและความต้อง การในช่วงสูง (Peak Load) ส่วนโรงไฟฟ้ากังหันแก๊สเหมาะสมที่จะเสริมกำลังผลิตไฟฟ้าให้ ความต้องการในช่วงสูงเท่านั้น ทั้งนี้ จะต้องคำนึงถึงต้นทุนต่าง ๆ รวมทั้งค่าเชื้อเพลิงเป็นหลัก

ถึงแม้ว่าพลังน้ำ (Hydropower) เป็นพลังงานหมุนเวียนตามธรรมชาติ (Renewable Energy) ที่สะอาดปราศจากมลพิษ สามารถควบคุมและบริหารจัดการให้จ่ายพลังงานได้รวดเร็ว (Availability สูง) สม่ำเสมอ มีประสิทธิภาพสูงสุด และไม่มีต้นทุนค่าเชื้อเพลิง แต่การพัฒนา โรงไฟฟ้าพลังน้ำส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวาง จำเป็นที่จะต้องศึกษาและวางมาตรการแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างละเอียด ถี่ถ้วนเป็นการล่วงหน้า

พลังงานไฟฟ้าก็ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญใน อุตสาหกรรมและการดำรงชีวิต เป็นพลังงานหลักในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต จึงต้องวางแผนพัฒนาให้สนองความต้องการไฟฟ้าที่นับวันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกเหนือจากแหล่งพลังงานที่กล่าว ถึงในเบื้องต้นแล้ว ยังมีพลังงานหมุนเวียนตามธรรมชาติอีก 2 รูปแบบ คือพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการพัฒนาทั้งในต่างประเทศและภายในประเทศ เนื่องจากไม่สามารถควบคุมและบริหารจัดการให้จ่ายพลังงานได้อย่างสม่ำเสมอต่อ เนื่อง ไม่เหมาะสมที่จะใช้งานในเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม และยังมีต้นทุนในการผลิตสูง


หน้า 34

http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02edi05010753&sectionid=0212&day=2010-07-01
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

เสียงลอดลูกกรงคุกคลองเปรม คุยกับ นปช.-ผู้สมัคร ส.ส.และผู้ก่อการร้าย

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4223  ประชาชาติธุรกิจ


เสียงลอดลูกกรงคุกคลองเปรม คุยกับ นปช.-ผู้สมัคร ส.ส.และผู้ก่อการร้าย


รายงานพิเศษ




แกนนำ นปช. แดงทั้งแผ่นดิน ถูกควบคุมตัวมารวมกันที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำกลางคลองเปรม

ทันทีที่เวลาเยี่ยมมาถึง แทบทุกวัน มีเหล่าสาวก-ญาติมิตร เข้าคิว-ลงชื่อและถูกตรวจค้นทรัพย์สิน เพื่อ "ขอเยี่ยม"

ก่อน ที่ "ก่อแก้ว พิกุลทอง" จะได้ประกันตัวออกไป ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เขต 6 ในสังกัดพรรคเพื่อไทย ภรรยาและ "น้องมุก" บุตรสาววัย 10 เดือนของเขา ก็ไปเข้าคิว

ทั้งผู้ถูกคุมขังและผู้เข้าเยี่ยม ต้องสื่อสารผ่านโทรศัพท์ ที่มีผนังกระจกและลูกกรงคั่นกลาง

ใบหน้าคนในห้องขัง ดูไม่กังวลเท่ากับญาติพี่น้องและคนข้างนอก ที่ยืนชะเง้อ รอคิวขอคุยโทรศัพท์กับแกนนำ

แกน นำ นปช. 6 คน ยืนเรียงแถวถือหูโทรศัพท์คนละเครื่อง ทั้ง "น.พ.เหวง โตจิราการ" "ขวัญชัย (สาราคำ) ไพรพนา" "วิภูแถลง พัฒนภูมิไท" "ก่อแก้ว พิกุลทอง" "ยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก" "อำนาจ อินทโชติ"...

"ก่อแก้ว" สนทนากับ "ประชาชาติธุรกิจ" หลังจากคุยกับแม่ของลูก

"ก่อแก้ว" ยอมรับว่า ที่ตัวเองได้ เป็นผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย เพราะพิจารณาคุณสมบัติของ "ณัฐวุฒิ" และพบอุปสรรคบางประการ

"ทาง พรรคเห็นว่าคุณสมบัติของณัฐวุฒิไม่ครบถ้วน จึงส่งผมลงสมัครรับเลือกตั้ง ผมก็มีความยินดีและพร้อมลงสมัครรับ เลือกตั้ง ส่วนการหาเสียงนั้น คงขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทย เพราะขณะนี้ยังอยู่ใน เรือนจำ..." ก่อแก้วพูดผ่านลูกกรง

ถัดไปเป็นเสียงจาก "หมอเหวง" เขาพูดว่า "ต้องขอขอบคุณทางเรือนจำที่ดูแลพวกเราด้วยความห่วงใยเรื่องความปลอดภัย เราได้รับความสะดวกตามสภาพ ส่วนการเลือกตั้งซ่อมนั้น เห็นว่ารัฐบาลควรเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อความแฟร์ในการหาเสียง สำหรับผลการเลือกตั้ง เชื่อว่าประชาชนจะให้ความไว้วางใจเลือกพรรคเพื่อไทย..."

ห่างจากเรือนจำคลองเปรมไม่ไกล เป็นเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ที่ นั่นมีแกนนำระดับ "วีระ มุสิกพงศ์" "ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" "นิสิต สินธุไพร" "พิเชษฐ์ สุขจินดาทอง" "สมบัติ มากทอง" ถูกควบคุมอยู่รวมกัน

ผู้เข้าเยี่ยม มีภรรยาหมอเหวง "ธิดา ถาวรเศรษฐ์" ผู้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่าง 2 เรือนจำ เดินทางไป ๆ มา ๆ ทั้ง 2 แห่ง แทบทุกวัน

พร้อม ๆ กับภรรยาของณัฐวุฒิ เดินทางมาเยี่ยมเช่นเดียวกัน

เธอเล่าถึงลูกชายคนโต ที่พูดถึงพ่อระหว่างถูกคุมขังว่า "พ่อไปทำงาน..."

ทั้ง "ณัฐวุฒิ" และ "วีระ" ได้รับความสนใจจาก "แม่ยก" จำนวนมาก เดินทางมาให้กำลังใจ ทั้งส่วนที่สามารถเข้าไปยัง ห้องเยี่ยมได้ และอีกส่วนที่ไม่สามารถเข้าไปได้ด้วยเหตุผลการจำกัดจำนวนคนแต่ละรอบของวัน

จำนวน หนึ่งจึงได้แต่โบกไม้โบกมือ ให้เห็นหน้าเห็นตา ผ่านเหล็กดัดที่อยู่ด้านนอกอีกชั้น บางครั้งมีเสียงตะโกนพร้อมกันดัง ๆ เข้าไปถึงแกนนำข้างใน ด้วยคำว่า "สู้ ๆ" ผ่านกระจกและลูกกรง

ณัฐวุฒิ บอกว่า "พี่มีคุณสมบัติไม่ครบ พรรคเพื่อไทย ส่งก่อแก้วลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ก็เหมาะสมแล้ว และคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นมากกว่าการเลือกตั้งซ่อมทั่วไป เพราะเป็นการแข่งขันกันของพรรคการ เมืองทั้ง 2 ฝ่าย..."

ส่วนสนามเลือกตั้งใหญ่ จะได้เปิดรับสมัคร "ณัฐวุฒิ" หรือไม่นั้น เขาบอกแต่เพียงว่า "พี่ถูกหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนะ..."

ถึง คิวได้คุยกับ "วีระ" เขาพูดถึงการที่พรรคเพื่อไทยเลือก 1 ในแกนนำ นปช. เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ว่า "ก็มีความยินดีและขอให้ช่วยกันหาเสียงให้มาก ๆ ส่วนผลการเลือกตั้งจะชนะหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่ประชาชน..."

สิ้นสุดเวลาเยี่ยม ญาติ ๆ และกองเชียร์-แม่ยก-สาวกเสื้อแดง ทยอยเดินออกจากจุดเยี่ยม

ก่อนออกจากเรือนจำพิเศษ แวะสนทนากับ "ธิดา ฐาวรเศรษฐ์" ภรรยาหมอเหวง ในฐานะครูใหญ่โรงเรียน นปช.อีกครั้ง

เธอ บอกว่า "ในเรื่องการเมืองขณะนี้ เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ด้านหนึ่งเหมือนประเทศไทยป่วยเป็นโรค แต่ผู้คุมอำนาจรัฐ วินิจฉัยโรคผิด จะไม่สามารถรักษาโรคได้ เพราะท่านตั้งโจทย์ว่าประชาชนคนไทยโง่ ขายเสียงและถูกหลอกได้"

"พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุด มีจุดเริ่มต้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่นาน แต่พรรคประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง เขาจึงต้องไปสำรวจตัวเขา แล้วคำถามก็คือ มีผู้สนับสนุนเขา แต่มาถึงนาทีนี้ ประชาชนทั่วไป ประชาชนรากหญ้า เขาไม่สนับสนุนเขาในฐานะเป็นสถาบันพรรคการเมือง แม้ว่าเขาอาจจะมองว่าคุณชวน หลีกภัย เป็นคนดี คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นคนดี"

ทุกชีวิตสีแดง...ยังคงดำเนินไปในคุกคลองเปรม และเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนกว่าจะได้รับอิสระ


หน้า 35
http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02pol02010753&sectionid=0202&day=2010-07-01
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เจ้าทฤษฎีปฏิวัติสยาม 2475 "ประวัติศาสตร์จบไปแล้ว"

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4223  ประชาชาติธุรกิจ


รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ เจ้าทฤษฎีปฏิวัติสยาม 2475 "ประวัติศาสตร์จบไปแล้ว"





วาทกรรมและประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ 24 มิถุนายน 2475 ถูกบันทึกต่างกรรมต่างวาระ

1 ในหลายบันทึกประวัติศาสตร์ที่สมบูรณ์ คือ หนังสือ "ปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475"

เรียบเรียง-ค้นคว้าโดย "รศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์" แห่งคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วาระ 24 มิถุนายน 2553 "อาจารย์นครินทร์" พูดถึงประวัติศาสตร์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง...อีกครั้ง

รศ.ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กล่าวถึงหนังสือการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 ว่า "ผมเบื่อหนังสือเล่มนี้มาก ๆ ผมทำหนังสือเล่มนี้ช่วงปี 2525-2535 ใช้เวลาประมาณ 10 ปี"

"ดร.นครินทร์" เขียนหนังสือเล่มนี้ เพราะกูรู-ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ชักชวน เข้าสู่วงการ

"ผมเขียนบทความชิ้นแรกในปี 2525 และได้เข้าไปอยู่ในข้อโต้เถียงซึ่งผมเบื่อมาก โดยเฉพาะข้อโต้เถียงระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้า"

"ผม พูดตรง ๆ ว่า ทั้ง 2 ฝ่ายบอกความจริงไม่หมด พูดเฉพาะสิ่งที่ตัวเองได้ประโยชน์ ไม่พูดความจริงทั้งหมด เช่น คณะเจ้าก็จะพูดถึงการเตรียมการพระราชทานรัฐธรรมนูญ ส่วนฝ่ายตรงข้ามชิงสุกก่อนห่าม พวกคณะราษฎรก็จะยกย่องหลายเรื่องจนเกินเหตุ"

ข้อค้นพบของ "ดร.นครินทร์"...

"ยก ตัวอย่างที่ผมรู้สึกช็อก คือใครที่เขียนเค้าโครงเศรษฐกิจไทยเป็นคนแรก ? ถ้าบอกว่าหลวงประดิษฐมนูธรรม อันนี้แหละคือความเท็จ ผมจึงหนีจากคณะรัฐศาสตร์ไปอยู่อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเหตุที่ผมเบื่อความเท็จ ความจริงที่มันเลอะเทอะ ถ้าอ่านหนังสือ เข้าหอจดหมายเหตุ หรืออ่านรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็จะรู้ว่าคนที่เขียนเค้าโครงเศรษฐกิจคนแรกชื่อ "มังกร สามเสน""

"คน ไทยจะชอบแห่แหน ยกย่องคน บางคนจนเกินเหตุ ถามว่า มังกร สามเสน คือใคร คนนี้คือวีรบุรุษในดวงใจของผม คนหนึ่งในหนังสือ เขาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 1 ใน 70 คน เป็น ส.ส.รุ่นแรกที่มาจากการแต่งตั้งจาก 3 คน ซึ่งผมสนใจทั้ง มังกร สามเสน และอีก 2 คนคือ มานิต วสุวัต และ ซุ่นใช้ ฮุนตระกูล"

"ปัจจุบันนี้ ยังไม่มีหนังสือ หรืองานวิจัย บอกว่าคณะราษฎรคือใคร ประกอบด้วยใครบ้าง ทำอะไรบ้าง และพวกเรามี แนวโน้มอย่างหนึ่ง คือมักเอาคณะราษฎร ไปเท่ากับ ปรีดี พนมยงค์ มันเป็นไปได้อย่างไร คุณไม่นับหลวงพิบูลสงครามเลย เหรอ พอบอกว่าคณะราษฎรคือหลวงพิบูลสงคราม หลายคนโกรธมาก"

"อาจารย์ปรีดี เป็นเพียงเสี้ยวเดียวขององค์คณะ ทำไมไม่นับพระยาพหลฯล่ะ ? ความจริงคนที่เป็นแกนกลางในการวิ่งติดต่อประสานงานในคณะราษฎร ในการประชุมทุกครั้งคือ ประยูร ภมรมนตรี เราก็ไม่นับประยูร ไปหาว่าประยูรเป็นพวกทรยศไปอยู่กับเจ้า ด่าประยูร ไปเลอะเทอะ แต่ถ้าไม่มีประยูร ไม่มี แนบ พหลโยธิน ก็ไม่มีคณะราษฎร"

"อาจารย์นครินทร์" บอกว่า "หนังสือชุด 2475" นั้นอ่านยาก เพราะ

"ผม ตั้งใจทำให้อ่านยาก ไม่ได้ตั้งใจเขียนให้ง่าย เพราะว่าผมเบื่อหน่ายมาก ทั้ง นักประวัติศาสตร์ และนักรัฐศาสตร์ ความจริงถ้ามีเวลา ผมจะทำให้ยากกว่านั้นอีก"

กัลยาณมิตรทางวิชาการคนสำคัญ ของ "นครินทร์" ที่ทำให้งานประวัติศาสตร์ 2475 สมบูรณ์ คือ "อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์" แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อครั้ง 2528

"โครง เรื่องในการปฏิวัติ 2475 จะมี 2 ปีกใหญ่ ๆ ปีกหนึ่งจะบอกว่าชิงสุก ก่อนห่าม อีกปีกหนึ่งจะพูดว่าเป็นการปฏิวัติยังไม่เสร็จ ไม่สมบูรณ์ ไม่เสร็จสิ้น ทั้ง 2 ปีกมีอิทธิพลมาก ผมว่ายิ่งกว่า พวกเชียร์คณะราษฎร ซึ่งผมคิดว่าจิ๊บจ๊อยมากในสายตาผม"

"แต่ผมเผชิญหน้าในทางวิชาการกับ พวกสำนักที่บอกว่า unfinished revolution มาก คนหนึ่งคือ "ฉัตรทิพย์ นาถสุภา" เป็นปรมาจารย์ใหญ่ เป็นคนที่ผมเคารพมาก พวกฝ่ายซ้ายทั้งหมดจะบอกว่าการปฏิวัติ 2475 ยังไม่สำเร็จ ยังไม่เสร็จสิ้น การปฏิวัติยังตกค้างอยู่ เพราะกระฎุมพียังไม่ใหญ่พอ มาเที่ยวนี้มีนักกฎหมายบอกว่า การปฏิวัติ 2475 ยังไม่เสร็จสิ้น เพราะยังไม่ได้ชำระสะสางองค์กรตุลาการ"

"ในความเห็นของผม ผมถือว่าเรื่องนี้ จบไปแล้ว ผมเขียนงานชิ้นนี้จบเมื่อปี 2535 ใน 18 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ผมพิมพ์ ออกมา มีคนวิจารณ์ผมเยอะ บางเรื่องผมก็ตอบไม่ได้ มีหลายเรื่องที่ผมยังไม่ทำ เช่น ทำไมไม่เก็บข้อมูลการเคลื่อนไหวขบวนการพระ, ทำไมไม่ไปเก็บข้อมูลคนจีน"

"โดย เฉพาะคนจีนที่มาจากสายคอมมิวนิสต์แท้ ๆ ผมยอมแพ้เพราะผมอ่านภาษาจีนไม่ได้ ผมไม่รู้จะเก็บข้อมูลยังไง คนจีนมี 2 กลุ่ม คอมมิวนิสต์กลุ่มหนึ่ง ก๊กมินตั๋งกลุ่มหนึ่ง ทั้ง 2 กลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างรุนแรงมาก แจกใบปลิวถล่มคณะราษฎรตั้งแต่แรกแล้ว ความจริงมีการเคลื่อนไหวก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475"

แม้หนังสือเล่มนี้จะหนากว่า 3 นิ้ว แต่ก็ยังมีบางประเด็นที่ "อาจารย์นครินทร์" ไม่ได้บันทึก

"ผม ยังไม่ได้ทำอีกหลายเรื่อง ถ้าจะทำ ก็ไปหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ไม่มีทางเลือกอย่างอื่น อย่าคิดกันเองเลยครับ ผมไปอ่านฎีกาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ผมตกใจมาก มีฎีกาอย่างนี้ได้ยังไง เจอฎีกาของ ถวัติ ฤทธิเดช นรินทร์ ภาษิต คนพวกนี้อยู่ในดวงใจของผม"

"และ สิ่งที่ผมทึ่งคือ แถลงการณ์ของคณะราษฎร ที่อาจารย์ปรีดีเขียน ไปก๊อบปี้คำของฎีกาเหล่านี้มาใช้ เช่น ประเทศนี้ปกครองอย่างหลอกลวง เอาราษฎรเป็นทาส คำเหล่านี้ไม่ใช่อาจารย์ปรีดีคิดเอง แต่อยู่ในฎีกาก่อนปฏิวัติตั้ง 4-5 ปี แปลว่าอะไร ฎีกาพวกนี้บางส่วนมาจาก ต่างจังหวัดด้วย ต้นตำรับฎีกา พิษณุโลก อยุธยา ฉะเชิงเทรา เรื่องนี้เป็นมิติใหญ่ เรื่องชนชั้นนำที่มาจากต่างจังหวัด ที่มีส่วนร่วมในการปฏิวัติ 2475"

"อย่าไปคิดว่าคณะราษฎรเป็นปีก เดียวกันทั้งหมด อย่างตระกูลตุลารักษ์มาจากฉะเชิงเทรา ...คณะราษฎรมีทั้งปีกซ้ายสุดและปีกขวาสุด ผมว่าเราอย่า ไปรังเกียจ ประยูร ภมรมนตรี ว่าไม่ใช่คณะราษฎรเลย ถึงเราจะไม่ชอบก็ตาม"

"แต่ถ้าพูด อย่างนี้ สานุศิษย์อาจารย์ปรีดีจะโกรธมาก ไปบอกว่าหลวงพิบูลฯเป็นคณะราษฎรก็ไม่ได้ คือพวกเราพยายามเอาอาจารย์ปรีดีเป็นคณะราษฎรทั้งหมด ผมคิดว่าความจริงมันไม่ใช่ เพราะคณะราษฎรคือทุกคนที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง และจริง ๆ ตอนเขามีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง เริ่มในการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าก็มีข้อจำกัดมาก"

"เราเรียกร้องต่ออดีต ในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้ ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ ผมเห็นว่าหลาย ๆ เรื่องมันจบไปแล้ว ผมเองเห็นแย้งทั้ง 2 พวก ผมถือว่าการปฏิวัติ 2475 จบสิ้นไปแล้ว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเมื่อระบบการเมืองคงตัวอยู่ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่สร้างใหม่ทั้งสิ้น"

"คนแต่ละกลุ่มก็สร้างตำนาน ของตัวเองขึ้นมา คนแต่ละกลุ่มก็สร้างศัตรูของตัวเองขึ้นมา แต่ผมไม่มีปัญญา ไม่มีพละกำลังดูการเปลี่ยนแปลงหลังจากนี้อีก"

"ผมเป็นคนแรกที่ใช้คำ ว่าสยาม ผมไม่อยากเรียกการปฏิวัติครั้งนี้ว่าเป็นการปฏิวัติประเทศไทย เพราะตอนนั้น ประเทศไทยยังไม่เกิด ประเทศไทย เกิด 2482 อีก 7 ปีให้หลัง สภาวการณ์ตอนนั้นเป็นภาวการณ์ของคนหลากหลายชาติพันธุ์เป็นภาวการณ์ซึ่งไม่มี เอกราชสมบูรณ์"

"คณะราษฎรบางปีกพยายามยืนยันว่า ประเทศสยามไม่มีเอกราชสมบูรณ์เพราะเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต คำอธิบายแบบนี้หลายคนรับไม่ได้ เพราะทุกคนพยายามยืนยันว่าเรามีเอกราชมาตลอด ไม่ตกเป็นเมืองขึ้นใคร คือพูดเรื่องเดียวกันแต่พูดคนละเรื่อง และผมสนใจข้อขัดแย้งเหล่านี้ในเชิงของความคิด และข้อโต้แย้งระหว่างกลุ่มต่าง ๆ และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง"

"ผมถือ ว่าการปฏิวัติ 2475 จบไปแล้ว ที่เหลือคือการตีความซึ่งเป็นเรื่องของทุกคน ใครจะชอบรสนิยมยังไงก็เชิญตามสบาย ผมไม่ขัดข้อง ใครจะเป็นซ้ายก็ซ้ายให้สุด ๆ ใครจะเป็นขวาก็เป็นขวาให้สุด ๆ ความจริงประวัติศาสตร์ history เป็นของทุกคน ไม่ใช่สมบัติของคนใดคนหนึ่ง ประวัติศาสตร์เป็นของทุกคน"

อย่างน้อยก็มีเรื่องที่ "ดร.นครินทร์" ไม่กล้าเขียน คือเรื่อง "คณะราษฎร" แม้ว่าเวลาผ่านมาแล้วหลายสิบปี

"ผม ท้าทายเด็กรุ่นใหม่ที่รักคณะราษฎร มีหลายคนพูดว่าการต่อสู้ของคณะราษฎรยังไม่จบ การต่อสู้ของคณะราษฎรกับ คณะเจ้ายังคงมีต่อไป... คุณช่วยเขียนหนังสือเรื่องคณะราษฎรให้ผมอ่านหน่อยสิ ช่วยออกแรงหน่อยได้ไหมครับ ออกแรงเขียนหนังสือให้อ่านหน่อยสักเล่มเรื่องคณะราษฎร ...ผมเก็บข้อมูลจำนวนหนึ่ง ผมยังไม่กล้าเขียนเพราะมันไม่สมบูรณ์"

"ผม เดาไม่ได้ว่าใครเป็นใครในคณะราษฎร ผมรู้สักประมาณ 1 ใน 3 อีก 2 ใน 3 ผมไม่รู้ชัด ๆ ว่าเขาคือใคร ฉะนั้นคณะราษฎรไม่ใช่อาจารย์ปรีดี คนเดียว"

ชื่อ "ดิเรก ชัยนาม" คือชื่อที่ "ดร.นครินทร์" เอ่ยพาดพิงกรณีเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ 2475

"ยก ตัวอย่าง เช่น ดิเรก ชัยนาม ผมพยายามพูดเสมอว่า คณบดีคณะรัฐศาสตร์คนแรก คือคณะราษฎร แต่ผมเข้าไปในบ้านของตระกูลชัยนาม หลายคนพยายามไม่พูดเรื่องนี้ เพราะว่าการเป็นสมาชิกคณะราษฎร ไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมากนัก คือไปมีส่วนร่วมกับคณะปฏิวัติ แล้วกลับบ้าน ถูกด่า คุณต้องไปถามตระกูลชัยนาม ไม่ใช่คิดเอาเอง ต้องไปถามญาติพี่น้อง ลูกหลานของตระกูลชัยนาม ว่ายังภาคภูมิใจกับการเป็นสมาชิกคณะราษฎรหรือเปล่า"

"ความเห็นของ ผม การปฏิวัติ 2475 จบไปแล้ว และทำให้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กลายเป็นระบอบประชาธิปไตย จุดเปลี่ยนผ่านใหญ่คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้ เป็นประมุขของคณะรัฐมนตรีอีก"

"ก่อน ปี 2475 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5, 6, 7 ทรงประทับในที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี ที่เรียกว่าเสนาบดีสภา ท่านทรงประชุมร่วมกับเสนาบดีสภา ทุกสัปดาห์ คือทุกวันอังคาร แต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เสด็จ ไปที่นั่นอีกแล้ว"

"ฉะนั้นสมบูรณาญาสิทธิราชย์มันจบไปแล้ว เพียงแต่ว่าปฏิสัมพันธ์ระหว่าง พระเจ้าอยู่หัวกับรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ทุกสังคมจะต้องแสวงหาเอาเองเราไม่มีทางไปก๊อบปี้ประเทศใดประเทศหนึ่งได้"

ก่อนจบการอภิปราย "ดร.นครินทร์" แนะนำหนังสืออ่านเพิ่มคือ "การปฏิวัติฝรั่งเศส"

ที่เขียนโดย พระองค์เจ้าอาทิตย์ ทิพอาภา และคำนำโดย "ปรีดี พนมยงค์"

คำ นำ-หัวที่ยังทันสมัย แม้ตีพิมพ์เมื่อ 2477 ความว่า "การปฏิวัติของประเทศฝรั่งเศสเป็นการปฏิวัติที่ไม่สมบูรณ์ และ เราไม่ควรเอาแบบอย่างเป็นเด็ดขาด การปฏิวัติของสยามเป็นการปฏิวัติที่ไม่ ต้องมาโต้แย้งกันเรื่องรูปแบบการปกครองอีก คือให้พระเจ้าอยู่หัวอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญเสีย ส่วนที่เหลือก็ต้องจัดการกันเอง..."


หน้า 35

http://www.prachachat.net/view_news.php?newsid=02pol01010753&sectionid=0202&day=2010-07-01
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

ซัดแหลก!! นำอาคารไปรษณีย์บางรัก'ยุค ร.7' ทำโรงแรมหาเงิน

ซัดแหลก!! นำอาคารไปรษณีย์บางรัก'ยุค ร.7' ทำโรงแรมหาเงิน

Pic_92960

โปรดอย่าหาเงินด้วยการ "ทำลาย" ประวัติศาสตร์ชาติไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมนำทีมวอนระงับโครงการ ด้านนักวิชาการ สถาปนิก ซัดแหลกแนวความคิดนำอาคาร "ไปรษณีย์บางรัก" สมัย ร.7 ซึ่งมีสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่ามากมาย ไปแปลรูปทำ "โรงแรม" แค่ป้องกันการขาดทุน...

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วยต่อประเด็นที่คณะกรรมการพัฒนาพื้นที่ไปรษณีย์ไทยมีดำริว่า น่าจะนำ "อาคารไปรษณีย์กลางบางรัก" ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 70 ปี เป็นสถาปัตยกรรมเก่าสมัยรัชกาลที่ 7 อันทรงคุณค่าไปจัดทำ "โรงแรมขนาดเล็ก" ไม่เกิน 100 ห้อง พร้อมทั้งมีโซนการค้าอยู่่ในนั้นด้วย โดยอ้างว่าเพื่อหารายได้ ป้องกันการขาดทุนนั้น ส่งผลให้หลายฝ่ายแสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้กันอย่างเผ็ดร้อน ...นนน



นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวผ่าน ไทยรัฐ ออนไลน์ ว่า ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย และน่าตกใจมากๆ ซึ่งหากเป็นไปได้ ก็อยากจะขอความร่วมมือกับคนคิดโครงการนี้ว่า เนื่องจากอาคารไปรษณีย์กลางที่บางรัก เป็นตึกที่เก่าแก่ มีคุณค่า อีกทั้งยังมีความเป็นมาอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ไทย ก็อยากให้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง

"จริงๆ แล้วอาคารเก่าแก่เหล่านี้ถึงแม้มันจะไม่สามารถทำเป็นธุรกิจ เพื่อประกอบการเป็นผลกำไรได้ แต่อย่าลืมว่ามันมีคุณค่าทางจิตใจมากๆ สามารถทำให้คนได้รู้ประวัติศาสตร์ความเป็นไปเป็นมาทำให้รู้ประวัติศาสตร์ของ ชาติไทยได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ในระยะหลังๆ ผมสังเกตว่าทำไมเดี๋ยวนี้ในประเทศไทยไม่ค่อยเห็นคุณค่าของประวัติศาสตร์กัน เลย แต่กลับหันมาทำเป็นธุรกิจกันหมด อันนี้จะต้องสร้างความสำนึกของคนให้เห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าเมืองนอก อย่าว่าแต่เป็นอาคารเก่าเลย แม้แต่สะพานเก่าแก่ที่สร้างมาเป็นร้อยปี เมื่อเขาจะสร้างสะพานใหม่ แต่เขาก็ยังอนุรักษ์สะพานเก่าเอาไว้ ซึ่งอาคารเหล่านี้ อยู่ใจกลางเมืองผมก็อยากให้อนุรักษ์เอาไว้ ดังนั้นจึงอยากจะเรียกร้องให้ทบทวนแนวความคิดนี้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันมีคุณค่าทางจิตใจ แบบที่ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้แน่นอน"

ด้าน อ.วศิน ธรรมานุบาล หัวหน้าสาขาวิชาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (เอแบค) กล่าว ว่า ตนไม่เห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ เพราะดูจากจุดมุ่งหมายแล้วทางบอร์ดไปรษณีย์ต้องการที่จะหารายได้มากกว่า ซึ่งขณะนี้ไปรษณีย์กำลังหลงประเด็นว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร

"จริงๆ คุณมีหน้าที่ให้บริการการสื่อสารไม่ใช่หรือ การจะอ้างว่าเอาทรัพย์สินที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์มาหารายได้ มันคงไม่ใช่เพราะความสำคัญของสถานที่เหล่านี้มีมากกว่าการเอามาทำเป็นโรงแรม ควรหารายได้ด้วยวิธีอื่น อย่าคิดถึงผลตอบแทนเป็นตัวเงินอย่างเดียว ไปรษณีย์ควรตอบแทนด้านการให้ความรู้ดีกว่าไหม อย่างเช่น เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์เพราะจะเอาโบราณสถานมาวัดกำไรขาดทุนผมว่าไม่ถูกต้องเอาผล กำไรในการพัฒนาคนในชาติแทนดีกว่า ตึกอาคารเก่าล้วนมีเรื่องราว มีความเป็นมา สามารถเพิ่มมูลค่าให้กับสถานที่นั้นๆ ได้ ซึ่งถ้าคนลงทุนเขาครอบครองอาคารนั้นถูกกฎหมาย ผมก็เฉยๆ นะ แต่ถ้าเป็นของราชการแล้วเอามาทำแบบนี้ไม่เหมาะสม ซึ่งการสร้างโรงแรม ไปรษณีย์ก็ทำเองไม่ได้อยู่แล้ว ก็ต้องจ้างบอร์ดบริหารมาอยู่ดี เรื่องนี้ต้นทุนกำไรเขาคิดเป็นหลักอยู่แล้ว และคนทั่วไปไม่มีสิทธิ์เข้าไปใช้บริการได้ ผมมองว่าตอนนี้ไปรษณีย์กำลังเอาความสำคัญของประวัติศาสตร์ที่สร้างมาทำ ประโยชน์ให้กับคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้นไม่แฟร์และได้ไม่คุ้มเสีย"

หัว หน้าสาขาวิชาคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ เอแบค ยกตัวอย่างว่า เท่าที่ทราบทุกคนที่มีตึกเก่าเขาก็จะอนุรักษ์เอาไว้อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์เป็นบริษัทเอกชนแท้ๆ ยังอนุรักษ์ตึกเก่า เราก็ควรจะอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกศูนย์การเรียนรู้ของประเทศดีกว่า ซึ่งมันก็จริงที่ค่าใช้จ่ายมันค่อนข้างสูง แต่ว่าคุณก็ต้องหาวิธีว่าเอาเงินตรงไหนมาสนับสนุน ไม่ใช่เห็นว่าขาดทุนหลายร้อยล้าน แล้วเอาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ในขณะที่คุณภาพของคนในชาตินั้นลดลง ประเทศก็ไม่เจริญ คุณก็ต้องขายสมบัติกินแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ 

ด้าน นายจรัสพงษ์ สุรัสวดี หรือ ซูโม่ตู้ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องสถาปัตยกรรม กล่าว ไม่เห็นด้วยกับการทำโรงแรมขึ้นมา เพื่อป้องกันการขาดทุนของไปรษณีย์ไทย

"ผม แนะนำวิธีแก้การขาดทุนง่ายๆ ก็คือหน่วยงานไหนไม่สามารถทำกำไร หรือเอาตัวไม่รอดต้องยุบไปตามธรรมชาติไม่ใช่ดื้ออยู่แล้วขายยาบ้าเอามาผ่อน ไม่ได้ ซึ่งความเก่าแก่ของอาคารแบบนี้ต้องควรอนุรักษ์เอาไว้ก่อน คำถามผมก็คือว่าวันนี้ประเทศไทยไม่ได้เหลือพื้นที่น้อยขนาดนั้นเชียวหรือ จำเป็นแค่ไหนที่ต้องไปทำลายของมีคุณค่าขนาดนั้น ซึ่งถ้าอยากจะทำโรงแรมจริงๆ แนะนำให้สร้างโรมแรมคล่อมอาคารเก่าแก่นี้เอาไว้เหมือนกับประเทศทางสแกนดิเน เวียนเขาทำคือต้องเดินเข้าไปถึงจะเห็นเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ แต่ถามว่าสนับสนุนแนวความคิดนี้ไหม ไม่สนันสนุนแน่นอน"

เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้แค่ไหน หากจะแปลงโฉมแค่ภายในของอาคารไปรษณีย์บางรักเป็นโรงแรม โดยปล่อยให้ภายนอกคงเป็นอาคารที่มีสถาปัตยกรรมเก่าแก่ดังเดิม

"คำถาม ผมก็เกิดขึ้นอีกว่าการรีโนเวทแบบนี้เป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งต้องมีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญต้องเป็นครูบาอาจารย์ที่มีความเชี่ยวชาญ ชั้นสูงพอสมควร ซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงก็คือ ถึงแม้จะบอกว่าทำแค่ภายในก็ยังต้องรักษาสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่าเอาไว้ เหมือนกัน ปูนปั้นต่างๆ ที่สมัยนี้เราหาไม่ได้แล้ว ที่สำคัญถ้าบอกว่าจะรีโนเวทภายในหมายถึงการที่ไม่ต้องทุบอะไรเลยจะทำอย่าง นั้นจะดี มากๆ ผมมองว่าจะได้ไม่คุ้มเสีย ก็อยากจะฝากเอาไว้ให้ทุกๆ คนคิดว่าการทำความเจริญทางวัตถุอยู่กลางธรรมชาติที่ควรอนุรักษ์เอาไว้มันจะ มีประโยชน์อะไร สิ่งนี้คือสิ่งที่ทุกคนต้องตอบตัวเอง"

ผู้สื่อข่าว รายงานด้วยว่า ประวัติโครงการสร้างตึกที่ทำการกรมไปรษณีย์โทรเลขแห่งใหม่นี้ ดำริขึ้นเป็นครั้งแรก โดยพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน  เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และคมนาคม แต่ไม่บรรลุเป็นผลสำเร็จบังเอิญรัฐบาลต้องกระทบกระเทือนทางเศรษฐกิจจึงเป็น อันระงับไป จนถึงพุทธศักราช 2477 ในสมัยที่หลวงโกวิทอภัยวงศ์  รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ก็ได้รื้อฟื้นโครงการสร้างตึกที่ทำการกรมไปรษณีย์โทรเลขขึ้นพิจารณาอีกเป็น ครั้งที่ 3  และได้รายงานขออนุมัติให้กระทรวงเศรษฐการตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ให้มีหน้าที่เร่งรัดและพิจารณาโครงการสร้างตึกที่ทำการกรมไปรษณีย์โทรเลขให้ สำเร็จลงโดยรวดเร็วอย่างจริงจัง เมื่อคณะกรรมการได้ตกลงในเรื่องแบบแผนผังตลอดจนรายละเอียดต่างๆ เสร็จ

หลัง จากนั้นจึงได้เลือกพระสาโรชรัตนนิมมานก์ หัวหน้ากองสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร เป็นสถาปนิก และพระสาโรชรัตนนิมมานก์ เลือกนายหมิว อภัยวงศ์ เป็นผู้ช่วยสถาปนิก กับเลือกนายเอ็ช เฮอรมัน เป็นวิศวกร ทั้งนี้ ได้เริ่มงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2478 แล้วเสร็จส่งงานเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2481  รวมเป็นเวลาก่อสร้าง 3 ปี  5 เดือนเศษ

สำหรับการออกแบบ อาคารแห่งนี้เป็นรูปตัวที (หมายถึงตัวT)  สูง 4 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 1 ชั้น  ส่วนหน้ากว้าง 103.80 เมตร  ลึก 38.52 เมตร  ส่วนหลัง  กว้าง 22 เมตร ลึก 96 เมตร ตัวอาคารด้านหน้ามีการแบ่งความยาวออกเป็น 5 ส่วน โดยเน้นความสำคัญของตำแหน่งศูนย์กลาง โดยให้มุขหน้าบริเวณกึ่งกลางของอาคารมีขนาดใหญ่ที่สุด และมีการประดับด้วยปูนปั้นรูปครุฑ ที่บริเวณมุมหน้าทั้ง 2 ด้านของมุขหน้า ซึ่งเป็นเครื่องประดับอาคาร ที่ได้รับความนิยมในงานสถาปัตยกรรมในยุคนั้นก่อสร้างแล้วเสร็จและทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2483 ปัจจุบันมีอายุการใช้งานประมาณ 70 ปี

ทั้ง นี้ อาคารแห่งนี้ถือว่าเป็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์น (Modern Architecture) ตามแนวทางของศิลปะใน ยุค Neo-Classicism ผสม Functionalism เน้นการออกแบบที่มีความเรียบง่าย ตรงไปตรงมาลดทอนการประดับประดา โดยใช้เส้นตรงและระนาบเข้ามาประกอบ ซึ่งผู้ออกแบบปูนปั้นประดับอาคาร ปณก. ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ ศาสตราจารย์ ศิลป์  พีระศรี ศิลปินผู้บุกเบิกงานประติมากรรมแบบสากลในประเทศไทย  สมัยรัชกาลที่ 8   ซึ่งมีคติการออกแบบสถาปัตยกรรมยุคนั้นจะต้องมีรูปปูนปั้นประกอบเสมอ  เช่น  ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สนามกีฬาแห่งชาติ นอกจากนี้ภายในยังมีรูปปูนปั้นที่ยังคงความสวยงามอย่างมากมาย

นอกจาก นี้ ยังมีข้อมูลอีกว่าเมื่อ 6 ปีก่อน กรมศิลปากร ได้มีหนังสือที่ วธ.0407/1480  ลงวันที่ 9 เมษายน 2547  แจ้งว่าปัจจุบันอาคาร  ปณก. ถือเป็นโบราณสถาน  ตาม พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ  ศิลปวัตถุ  และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ  พ.ศ.2504 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535)  แต่กรมศิลปากร ยังมิได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถานอีกด้วย.

http://www.thairath.co.th/content/life/92960


ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

ย้อนรอยอดีตของ อาคารไปรษณีย์กลาง

ย้อนรอยอดีตของ อาคารไปรษณีย์กลาง

Pic_93138

ได้ รับเสียงวิจารณ์กัน "ขรม" ไปทั่วเมือง แม้จะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเดินหน้าต่อหรือถอยหลังกับการนำอาคารไปรษณีย์ กลางบางรัก ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ "รัชกาลที่ 7" มาดัดแปลงเป็นโรงแรมเพื่อหารายได้ให้กับไปรษณีย์ไทย วันนี้ ไทยรัฐออนไลน์ ขอพาไปซึมซับความเก่าแก่และเสน่ห์ด้วยการย้อนรอยอดีตของอาคารไปรษณีย์กลาง กันแบบเต็มอิ่ม...

ตึกที่ทำการกรมไปรษณีย์โทรเลข  ตำบลบางรัก

ตึกที่ทำการกรมไปรษณีย์โทรเลข ตำบลบางรัก

การ ไปรษณีย์ในประเทศไทยได้เริ่มจัดให้มีขึ้นโดยกงสุลอังกฤษ ที่ทำการแห่งแรกได้ตั้งขึ้น ณ สถานกงสุลอังกฤษ ตำบลบางรัก จังหวัดพระนคร จนกระทั่งพ.ศ. 2424 รัฐบาลไทยเห็นเป็นการจำเป็นที่จะต้องเข้าควบคุม จึงเริ่มดำริเป็นขั้นเตรียมการตั้งแต่ปีนั้น จนถึงวันที่ 4 ส.ค. 2426 จึงได้เปิดที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขในพระนคร  อันเป็นของรัฐบาลไทยขึ้นเป็นปฐมฤกษ์ โดยใช้อาคาร ซึ่งตั้งอยู่ริมลำน้ำเจ้าพระยาตอนปากคลองโอ่งอ่าง เป็นสถานที่บัญชาการ

ตราไปรษณียากร  ประดับภายในห้องโถงใหญ่ ชั้นล่าง  ทั้ง 4 ด้านด้านละ 2 รูป  รวม 8 รูป

ตราไปรษณียากร ประดับภายในห้องโถงใหญ่ ชั้นล่าง ทั้ง 4 ด้านด้านละ 2 รูป รวม 8 รูป


ต่อมา พ.ศ. 2428 จึงได้ขยายกิจการไปรษณีย์โทรเลขไปถึงตามหัวเมือง จนกล่าวได้ว่าการสื่อสารภายในประเทศดำเนินไปด้วยดี จนถึง พ.ศ. 2430  รัฐบาลไทยได้มีโอกาสเข้าสัญญาสากลไปรษณีย์โทรเลขขยายการติดต่อกับนานาประเทศ ทั่วไป 

การไปรษณีย์โทรเลข มีความมั่นคงและเจริญขึ้นโดยลำดับ จนถึง พ.ศ. 2470 ซึ่งคิดเวลาตั้งแต่เริ่มงานไปรษณีย์โทรเลขมาได้ 44 ปี  รู้สึกว่าสถานที่ทำงานที่ปากคลองโอ่งอ่างไม่เหมาะสม จึงได้หาทางเจรจาเพื่อทำสถานที่ทำการใหม่ ในที่สุดก็ตกลงได้สถานที่ที่สถานทูตอังกฤษเดิมคือที่บางรัก  โดยสถานทูตอังกฤษย้ายไปอยู่ที่เพลินจิต  เป็นอันว่ากรมไปรษณีย์โทรเลขได้ย้ายมาอยู่ ณ แหล่งกำเนิดเดิมนั่นเอง ในเวลาต่อมา รัฐบาลเล็งเห็นว่า สถานทูตอังกฤษเดิม ไม่ได้สร้างขึ้นสำหรับเป็นที่ทำการ จึงไม่เหมาะสม ทั้งทางอนามัยและความสะดวกในการปฏิบัติงานอันเป็นสาธารณูปโภค

ตราไปรฯ พระบรมรูปทรงม้า  พิมพ์ในปี 2451

ตราไปรฯ พระบรมรูปทรงม้า พิมพ์ในปี 2451


เมื่อ เป็นเช่นนี้  โครงการสร้างตึกที่ทำการกรมไปรษณีย์โทรเลขใหม่จึงได้เริ่มดำริขึ้นเป็นครั้ง แรก โดยพลเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์และคมนาคม เมื่อ พ.ศ. 2471 แต่ไม่บรรลุเป็นผลสำเร็จบังเอิญรัฐบาลต้องกระทบกระเทือนทางเศรษฐกิจจึงเป็น อันระงับไป จนถึง พ.ศ. 2477 ในสมัยที่หลวงโกวิทอภัยวงศ์  รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ก็ได้รื้อฟื้นโครงการสร้างตึกที่ทำการกรมไปรษณีย์โทรเลขขึ้นพิจารณาอีกเป็น คำรบที่สาม และได้รายงานขออนุมัติให้กระทรวงเศรษฐการตั้งกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง ให้มีหน้าที่เร่งรัดและพิจารณาโครงการสร้างตึกที่ทำการกรมไปรษณีย์โทรเลขให้ สำเร็จลงโดยรวดเร็วอย่างจริงจัง 

เมื่อคณะกรรมการได้ตกลงในเรื่อง แบบแผนผังตลอดจนรายละเอียดต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงได้เลือกพระสาโรชรัตนนิมมานก์  หัวหน้ากองสถาปัตยกรรม  กรมศิลปากร เป็นสถาปนิก และพระสาโรชรัตนนิมมานก์ เลือกนายหมิว อภัยวงศ์ เป็นผู้ช่วยสถาปนิก  กับเลือกนายเอ็ช เฮอรมัน เป็นวิศวกร เริ่มงานก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 2478 แล้วเสร็จส่งงานเมื่อวันที่ 11 ส.ค. 2481  รวมเป็นเวลาก่อสร้าง 3 ปี  5 เดือนเศษ

ตราไปรฯ พระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ในชุดเวียนนา พิมพ์ในปี 2455

ตราไปรฯ พระบรมรูปรัชกาลที่ 6 ในชุดเวียนนา พิมพ์ในปี 2455


กรม ศิลปากร ได้มีหนังสือที่ วธ.0407/1480  ลงวันที่ 9 เม.ย. 2547  แจ้งว่าปัจจุบันอาคาร  ปณก. ถือเป็นโบราณสถาน ตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ  ศิลปวัตถุ  และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535) แต่กรมศิลปากรยังมิได้ขึ้นทะเบียนโบราณสถาน

ตัว อาคารเป็นรูปตัว ที (T)  สูง 4 ชั้น และชั้นใต้ดินอีก 1 ชั้น  ส่วนหน้ากว้าง 103.80 เมตร  ลึก 38.52 เมตร ส่วนหลัง กว้าง 22 เมตร ลึก 96 เมตร ตัวอาคารด้านหน้ามีการแบ่งความยาวออกเป็น 5 ส่วน โดยเน้นความสำคัญของตำแหน่งศูนย์กลาง โดยให้มุขหน้าบริเวณกึ่งกลางของอาคารมีขนาดใหญ่ที่สุดและมีการประดับด้วยปูน ปั้นรูปครุฑ ที่บริเวณมุมหน้าทั้ง 2 ด้านของมุขหน้า ซึ่งเป็นเครื่องประดับอาคาร ที่ได้รับความนิยมในงานสถาปัตยกรรมในยุคนั้นก่อสร้างแล้วเสร็จและทำพิธีเปิด เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2483 ปัจจุบันมีอายุการใช้งานประมาณ 70 ปี

ตราไปรฯ พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ในชุดโสฬศ พิมพ์ในปี 2426

ตราไปรฯ พระบรมรูปรัชกาลที่ 5 ในชุดโสฬศ พิมพ์ในปี 2426


เป็น อาคารแบบสากลสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์น (Modern Architecture)  ตามแนวทางของศิลปะในยุค Neo-Classicism ผสม Functionalism  เน้นการออกแบบที่มีความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ลดทอนการประดับประดา โดยใช้เส้นตรงและระนาบเข้ามาประกอบ

ตราไปรฯ  พระบรมรูปรัชกาลที่ 1  ในแสตมป์ชุดที่ระลึกงานสมโภชน์พระนคร 150 ปี พิมพ์ในปี 2475

ตราไปรฯ พระบรมรูปรัชกาลที่ 1 ในแสตมป์ชุดที่ระลึกงานสมโภชน์พระนคร 150 ปี พิมพ์ในปี 2475


ประติ มากร ผู้ออกแบบปูนปั้นประดับอาคาร ปณก. คือ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ศิลปินผู้บุกเบิกงานประติมากรรมแบบสากลในประเทศไทยสมัยรัชกาลที่ 8 ซึ่งมีคติการออกแบบสถาปัตยกรรมยุคนั้นจะต้องมีรูปปูนปั้นประกอบเสมอ เช่น ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สนามกีฬาแห่งชาติ

ตราไปรฯ พระบรมรูปรัชการที่ 5  ชุดประชาธิปก  พิมพ์ในปี 2471

ตราไปรฯ พระบรมรูปรัชการที่ 5 ชุดประชาธิปก พิมพ์ในปี 2471


รูป ปูนปั้น ที่อาคารไปรษณีย์กลาง แบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 1 คือ ครุฑ ประดับที่มุมอาคารด้านหน้าทั้งสองข้าง ขนาดสูงกว่า  2 เท่าของคนจริง

ตราไปรฯ รูปพระที่นั่งอนันตสมาคม  ในชุดวันชาติ  พิมพ์ในปี 2482

ตราไปรฯ รูปพระที่นั่งอนันตสมาคม ในชุดวันชาติ พิมพ์ในปี 2482

 

ตราไปรฯ  พระบรมรูปรัชการที่ 5  ในชุดวันแจ้ง  พิมพ์ในปี 2448

ตราไปรฯ พระบรมรูปรัชการที่ 5 ในชุดวันแจ้ง พิมพ์ในปี 2448

ตราไปรฯ รูปครุฑพาห์ ในชุดอากาศไปรษณีย์  พิมพ์ในปี 2467

ตราไปรฯ รูปครุฑพาห์ ในชุดอากาศไปรษณีย์ พิมพ์ในปี 2467


การใช้อาคาร
ในยุคแรก ชั้นล่างส่วนหน้า เป็นที่รับฝากไปรษณีย์และโทรเลข ส่วนหลังเป็นที่ทำการคัดแยก ปิดถุงไปรษณีย์ส่งต่อแลกเปลี่ยนทั้งในและต่างประเทศชั้น 2 ด้านหลังเป็นห้องปฏิบัติการโทรเลข ชั้นอื่นๆ ใช้เป็นหน่วยงานของกรมไปรษณีย์โทรเลข

ห้องโถงประชาชน นอกจากจะใช้ในการรับฝากไปรษณียภัณฑ์ในสมัยก่อน จะมีการใช้ห้องโถง ปณก. สำหรับจัดงานสัปดาห์การเขียนจดหมาย โดยจัดนิทรรศการต่างๆ เกี่ยวกับกิจการไปรษณีย์ให้ประชาชนเข้าชม แต่ในภายหลังได้ย้ายไปจัดสถานที่อื่นๆ แทนเนื่องจากสถานที่ไม่เพียงพอ

รูปแบบเคาน์เตอร์ที่ไปรษณีย์กลาง  ที่ใช้งานในอดีต

รูปแบบเคาน์เตอร์ที่ไปรษณีย์กลาง ที่ใช้งานในอดีต


จอม พลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ทรงมีคุณูปการกับการไปรษณีย์ไทยอย่างล้นเหลือ จึงได้มีการสร้างพระอนุสาวรีย์เพื่อเทิดพระเกียรติพระองค์ ณ บริเวณหน้าที่ทำการไปรษณีย์กลาง ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรมไปรษณีย์โทรเลขเดิม โดยความร่วมมือจากหน่วยงานที่เคยสังกัดกรมไปรษณีย์โทรเลข คือ ธนาคารออมสิน องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย และการสื่อสารแห่งประเทศไทย โดยกรมไปรษณีย์โทรเลข ได้ขอให้กรมศิลปากรเป็นผู้ออกแบบพระอนุสาวรีย์


พระอนุสาวรีย์ จอมพลสมเด็จพระราชปิตุลา บรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช

การ ออกแบบเป็นท่าประทับนั่งใกล้โต๊ะกลมมีหนังสือวางอยู่บนโต๊ะ เนื่องจากทรงโปรดหนังสือและตำราต่างๆ โดยออกแบบให้พระรูปจำลองอยู่บนเนินสูงเพื่อความสง่างาม สอดคล้องกับจารีตธรรมเนียมของคนไทย ที่มักจะเทิดทูนสิ่งที่เคารพไว้ในที่สูง รอบเนินมีต้นไม้เป็นส่วนประกอบ ขนาดพระรูปใหญ่กว่าพระองค์จริงเล็กน้อย

งบประมาณค่าก่อสร้าง กำหนดไว้ 600,000 บาท  เป็นค่าจัดทำองค์พระอนุสาวรีย์ 360,000 บาท ระยะเวลาก่อสร้าง 24 เดือน โดยมีคำจารึกพระนามที่แท่นฐานพระอนุสาวรีย์  "สมเด็จพระราชปิตุลาบรมพงศาภิมุข เจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์  กรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช" อธิบดีผู้สำเร็จราชการกรมไปรษณีย์โทรเลขพระองค์แรก พ.ศ.2426 – 2433"


พิธีเปิดพระอนุสาวรีย์ มีขึ้นในวันที่ 4 ส.ค. 2526 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 100 ปีการไปรษณีย์ไทย โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นผู้แทนพระองค์ ทรงเปิดพระอนุสาวรีย์

เกร็ดไปรษณีย์กลางบางรัก

"มี ผู้ถามนายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรี ในการแสดงปาฐกถา เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2506 ว่า ในสมัยที่มีการ "คอรัปชัน"  การก่อสร้าง ที่เรียกกันล้อๆ ว่า "กินหินกินปูน" คือ ขณะที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ปรากฏว่ากรุงเทพฯ โดนทิ้งระเบิดสถานที่สำคัญหลายแห่ง แต่กรมไปรษณีย์โทรเลข ที่เรียกกันว่า ไปรษณีย์กลาง ซึ่งเป็นตึกใหญ่โตสูงตระหง่านที่สุดในย่านสุรวงศ์สี่พระยานั้นฝ่ายสัมพันธ มิตรจงใจทิ้งระเบิดลงมาหลายครั้ง แต่ไม่ถูกเลย พลาดไปบ้าง ระเบิดด้านบ้าง ลูกหนึ่งตกลงไปฝังด้านหน้าก็ปรากฏว่าด้านไม่ระเบิด ถึงบางคนเล่าลือว่ามีคนเห็นครุฑ 2 ตัวหน้าตึกบินขึ้นไปปัดระเบิด จึงมีผู้ไปถามนายควง อภัยวงศ์ ซึ่งเป็นผู้ก่อสร้างขึ้น (สมัยเป็นอธิบดีกรมไปรษณีย์โทรเลข ปี 2478–2484) ว่าลงของดีอะไรไว้หรือไม่อย่างไร นายควงฯ ก็ตอบ (ลงในหนังสือพิมพ์) ว่า มีซีคุณของดี เมื่อเวลาสร้างตึกนี้ ไม่มีใครไปกินกำไรสักสตางค์ แล้วนั่นไม่ใช่ของดีหรือ” 

(ที่มา:  สกุลไทยรายสัปดาห์, เวียงวัง  จุลลดา  ภักดีภูมินทร์)

เรียบเรียงข้อมูลจาก ไปรษณีย์ไทย
http://www.thairath.co.th/content/life/93138
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon

วันพฤหัสบดีที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

ค่าลูกปืน

วันที่ 02 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7155 ข่าวสดรายวัน


ค่าลูกปืน


คอลัมน์ เหล็กใน




6 ก.ค.นี้คงรู้ว่ารัฐบาลยังจะคงพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ต่ออีก 3 เดือนหรือไม่

เพราะพ.ร.ก.ฉบับนี้จะหมดอายุลงในวันที่ 7 ก.ค.

เหตุผลของรัฐบาลก็เดิมๆ ศอฉ.คงประเมินว่าสถานการณ์บ้านเมืองยังไว้วางใจไม่ได้

อาจ จำเป็นต้องต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีกสักระยะ โดยพยายามทำให้รู้สึกว่าแม้จะบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่ แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

แต่ในความเป็นจริงเป็นอย่างนั้นหรือ

ประชาชน-ไม่ใช่เฉพาะคนเสื้อแดง ยังต้องทนให้ถูกกฎหมายฉบับนี้กดขี่กดหัวอยู่หรือไม่?

แล้วสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของคนไทยตามรัฐธรรม นูญอยู่ที่ไหน?

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติทำอะไรอยู่?

และ หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่กลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดนตามเช็กบิลไม่เว้นแต่ละวัน จะรู้สึกทะแม่งๆ กับเหตุการณ์ยิงอาร์พีจีใส่ถังน้ำมันเปล่าที่กรมพลาธิการ

ที่สำคัญการใช้ชีวิตอย่างหวาดผวา ไม่มีทางจะนำไปสู่การปรองดองได้

นี่คือผลร้ายอย่างใหญ่หลวงที่เกิดจากพ.ร.ก.ฉบับนี้

ยังมีอีกเรื่องที่สังคมต้องการให้ตรวจสอบให้กระจ่าง

เพราะมีข้อมูลว่าศอฉ.ใช้งบประมาณแล้ว 5 พันล้านบาทในช่วงประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินตั้งแต่ 23 มี.ค.-30 พ.ค.

แยกเป็นเบี้ยเลี้ยง 3.4 พันล้านบาทจ่ายให้ทหาร 6.7 หมื่นนาย ตำรวจอีก 2.5 หมื่นนาย

อีกเกือบ 2 พันล้านบาทเป็นค่าใช้จ่ายยิบย่อย อาทิ ค่าเชื้อเพลิง ค่าตัวโฆษกที่มีอาจารย์จุฬาฯท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่าตกวันละหลักหมื่น

และค่ายุทโธปกรณ์ต่างๆ

พูดกันแบบชาวบ้านๆ ก็ค่า "ลูกปืน" ที่ใช้ปราบม็อบนั่นเอง

ความจริงนอกจากให้ศอฉ.แจกแจงเงินงบประมาณทั้งหมดที่ใช้ไปแล้ว

ยังต้องชี้แจงให้ชัดด้วยว่าใช้กระสุนปืนลูกซอง ปืนเอ็ม 16 และปืนทราโวไปกี่นัด

ใช้กระสุนความแรงสูงที่ใช้กับพลซุ่มยิง หรือสไนเปอร์ไปกี่นัด!!

5 พันล้านที่ว่านี้ยังไม่รวมงบประมาณในเดือนมิ.ย. เพราะยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่

ตัวเลขกลมๆ ทั้งหมดก็น่าจะเฉียดๆ หมื่นล้านบาท

เงินหมื่นล้านบาทกับการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฟังดูน่าใจหาย เพราะเป็นภาษีประชาชนก้อนโตทีเดียว

มีคำถามอีกว่า แล้วทำไมรัฐบาลนี้ไม่เลือกวิธีการยุบสภา ที่ใช้งบประมาณแค่ 2 พันล้านเท่านั้น

แถมไม่ต้องสูญเสียชีวิตประชาชนอีก 90 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันคน

ทำไมเรื่องง่ายๆ แบบนี้ รัฐบาลถึงคิดไม่ออก!?

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd2Iyd3dNakF5TURjMU13PT0=&sectionid=TURNd05BPT0=&day=TWpBeE1DMHdOeTB3TWc9PQ==
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809
/wordcamp-bangkok-2009-pool-party
C:\Documents and Settings\user\My Documents\ไฟล์ที่ได้รับของฉัน\issarachon1101.wma
http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=hiansoon