ชมพุทธประวัติ ฉบับการ์ตูน

Art of Asia: Buddhism - The Art of Enlightenment

การแนะแนว"อนาคตประเทศไทยกับ 10 อาชีพสุดฮิพ"จัดโดยมูลนิธิไทยคม 10-11 ต.ค.52

Bookmark and Share

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2552

"สุรัตน์ โหราชัยกุล" ไขปริศนา "เศษดอลลาห์มะกัน"

วันที่ 02 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11528 มติชนรายวัน


"สุรัตน์ โหราชัยกุล" ไขปริศนา "เศษดอลลาห์มะกัน"


สัมภาษณ์

โดย พนัสชัย คงศิริขันธ์




บทความของ "ฮันนาห์ บีช" ผู้สื่อข่าวของไทม์ได้กล่าวอ้างถึงในนิตยสารรายสัปดาห์ เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า ขณะนี้สหรัฐกังวลกับสถานการณ์การเมืองไทยจนต้องตัดสินใจมอบเงินทุนสนับสนุน จำนวนกว่า 280 ล้านบาท ผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกาหรือยูเสด (USAID-United States Agency for International Development) เพื่อดำเนินการสร้างประชาธิปไตยขึ้นในไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมายาวนานเกือบ 15 ปีแล้ว

สำหรับ "ยูเสด" เป็นองค์กรคล้ายๆ รูปแบบมูลนิธิที่ได้เงินภาษีจากประชาชนอเมริกันมาช่วยมวลมนุษยชาตินี้จะที่ มีหน้าที่อย่างไร และเชื่อมโยงต่อการเมืองไทยอย่างไรนั้น

"สุรัตน์ โหราชัยกุล" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไขข้อกังวลที่หลายฝ่ายอาจมีความเป็นห่วงว่า "ดี" หรือ "เสีย" หากไทยจะยื่นมือไปรับเงินทุนของ "ยูเสด" เพื่อมาฟื้นฟูประชาธิปไตยไทย

ยูเสดเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่สำคัญอย่างไรต่อการช่วยเหลือประเทศต่างๆ

ยูเสดถูกจัดตั้งภายใต้ พ.ร.บ.การช่วยต่างประเทศ ในปี ค.ศ.1961 หลังจากนั้นก็มีวิถีการช่วยเหลือต่างๆ จนขณะนี้จะเห็นว่ายูเสดมีหมวดหมู่ภายใต้การช่วยเหลือ คือ
1.เกษตรกรรม
2.ประชาธิปไตย
3.ระบบธรรมาภิบาล
4.การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการค้า
5.สิ่งแวดล้อม
6.การศึกษา
7.สุขภาพ และ
8.อื่นๆ

ยูเสดมีการวางยุทธศาสตร์ที่วางไว้โดยแบ่งแค่ 5 หัวข้อหลัก คือ
1.สันติภาพ และความมั่นคง
2. การปกครองที่ยุติธรรมเป็นไปอย่างประชาธิปไตย
3.การลงทุนในประชาชนเช่นการศึกษา สุขอนามัย
4.การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และ
5.ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม
ดังนั้น หน้าที่หลักของยูเสด คือฟื้นฟูประชาธิปไตยด้วย ซึ่งการเอางบประมาณไปให้ประเทศใดต้องมีนัยยะ และการให้เงินต้องมีผล ถ้าให้ไม่เกิดผลจะโดนด่าเพราะให้แล้วไม่มีประโยชน์

ให้เงินทุนแก่ประเทศใดบ้างนอกจากไทย

หากจะเห็นความเร่งรีบการให้และมองว่าควรให้เงินบริจาคแก่ประเทศไหนเป็นพิเศษ นั้นก็ดูได้จากปัจจุบันมีกลุ่ม 10 ประเทศ ที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากยูเสด โดยเป็นข้อมูลล่าสุดรายงานเมื่อปี 2551 ซึ่งไม่ได้มีประเทศไทยอยู่ในกลุ่มดังกล่าว โดยประเทศที่ได้รับเงินช่วยเหลือมากที่สุด คือ
-อัฟกานิสถาน 1,446 ล้านเหรียญ
-อิรัก 1,243 ล้านเหรียญ
-อียิปต์ 606 ล้านเหรียญ
-ปากีสถาน 458 ล้านเหรียญ
-ซูดาน 382 ล้านเหรียญ
-เคนยา 289 ล้านเหรียญ
-จอร์แดน 280 ล้านเหรียญ
-แอฟริกาใต้ 250 ล้านเหรียญ
-เอธิโอเปีย 214 ล้านเหรียญ
-ยูกันดา 204 ล้านเหรียญ
-อินโดนีเซีย 192 ล้านเหรียญ
โดยกลุ่ม 10 ประเทศนี้พบว่ามี 6 ใน 10 เป็นประเทศมุสลิม และยังเป็นตัวเลขของเงินที่ได้รับจากยูเสดถึงจำนวน 5,564 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่าที่ไทยได้รับอยู่ในขณะนี้ และรวมทั้งโลกยังมีถึงอีก 120 ประเทศ ที่ได้รับเงินสนับสนุนจากยูเสด 7,070 ล้านเหรียญ

ยูเสดหยุดให้เงินทุนแก่ไทยมานานกว่า 15 ปี แล้วแต่มีสาเหตุใดที่ต้องกลับมาจัดสรรให้ไทยอีก

ไทยได้รับเงินจากยูเสดในครั้งนี้ที่ประมาณ 30-40 ล้านเหรียญ ในระยะเวลา 5 ปีคือ ปี 2553-2558 แต่ประเทศไทยจะไม่ได้รับเงินที่เข้าลักษณะของ 10 ประเทศข้างต้น เพราะไทยหยุดความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีกับสหรัฐ ในเชิงของความช่วยเหลือที่ไม่นับการฝึกอบรม มีการหยุดให้เงินแบบนี้มาตั้งแต่ ค.ศ.1995 แล้ว ดังนั้น ทำไมยูเสดถึงกลับมาให้เงินช่วยเหลือกับไทยอีก โดยเอกสารจากสื่อมวลชนของสหรัฐให้เหตุผลประการหลักคือ ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และสิ่งที่เรียกว่ากระบวนการรุนแรงแบบมุสลิมที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และจะทำให้อย่างไรไม่ให้รัฐประหารต้องเกิดขึ้นได้อีก

ในอดีตเคยให้เงินทุนกับไทยหลายครั้งหรือไม่

ผมจำได้ว่าเคยให้กับไทยก่อนหน้านั้น และให้เยอะมากในช่วงสงครามเย็นที่ช่วงนั้นประเทศไทยเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ อีกทั้งการให้เงินดังกล่าวจะต้องมีมูลเหตุก่อน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเข้าไปคุยกับยูเสด แต่เป็นการทำงานบนพื้นฐานของสถานทูตของสหรัฐด้วย และสถานทูตสหรัฐก็เฝ้าจับตามองประเด็นเสื้อเหลืองและเสื้อแดงละเอียดกว่าทุกสถานทูต เพราะเมื่อครั้งสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตั้งแต่การฆ่าตัดตอน หากยังจำกันได้ พ.ต.ท.ทักษิณเคยเรียกทูตไปว่าด้วย

แต่รัฐบาลอ้างว่างบฯ 280 ล้านบาทที่ได้รับยังไม่ได้ใช้

ท้ายที่สุดรัฐบาลต้องรับรู้เมื่อมีการให้เงินดังกล่าวมาในไทย แต่จะผ่านกระทรวงการต่างประเทศหรือทางไหนก็ต้องว่ากันไป แต่หากรัฐบาลอ้างว่าเงินดังกล่าวไม่ได้รับรู้เลยก็คงจะไม่ได้ และอาจจะเป็นไปได้ว่าองค์กรอื่นอย่างเอ็นจีโอก็อาจจะนำไปใช้ แต่หากรัฐบาลได้งบฯดังกล่าวมาใช้ก็ต้องแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบและควรเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงด้วย

หากไทยรับเงินคงการันตีสิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้างได้ว่าประชาธิปไตยของไทยถอยหลังในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา

หากเข้าใจว่าการรัฐประหารเป็นความล้าหลังก็เข้าใจได้ แต่ไม่ควรเข้าใจอย่างนั้น เพราะคุณทักษิณก็ไม่ได้ทำถูกต้องทั้งหมด โดยเฉพาะการละเมิดสิทธิมนุษยชนการประกาศสงครามต่อต้านยาเสพติด ที่ทำให้การเกิดฆ่าตัดตอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังเข้าคลองได้เหมือนกัน และคุณทักษิณมาจากการเลือกตั้งที่มาจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่ฝรั่งชมว่าก้าวหน้ามาก ซึ่งคนที่มาจากการเลือกตั้งกลับกระทำผิดเสียเองด้วย

แม้ไม่มีการรัฐประหารแล้วรัฐบาลทักษิณยังอยู่เป็นไปได้ที่จะให้เงินกับไทย

อาจจะจัดสรร แต่คุณทักษิณไม่เอา เพราะสถานทูตสหรัฐเคยเขียนรายงานเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลทักษิณ ทำให้คุณทักษิณค่อนข้างโกรธ ซึ่งอาจทำให้สหรัฐต้องคำนวณจังหวะด้วยว่ายังไม่ควร หรือหากส่งเงินมาคุณทักษิณก็คงไม่เอา เพราะอย่างเงินช่วยเหลือตอนประสบภัยสึนามิคุณทักษิณยังไม่ยอมรับความช่วยเหลือ

รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นปัจจัยหลักที่ให้เงินกับไทยครั้งนี้

เราไม่รู้ใจจริงยูเสดคิดไง เพราะการจะเอาเงื่อนไขรัฐประหารมาเป็นเหตุผลการให้เงินกับไทย บางคนก็บอกสมเหตุผล เพราะก่อนหน้านี้ไทยไม่ได้มีการรัฐประหารมานานแล้ว แต่ดันมาเกิดขึ้นอีก

คงต้องประเมินไทยด้วยว่าใช้เงินได้คุ้มค่าหรือไม่ และอาจถูกมองว่าเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในไทยได้

จะใช้แล้วหากไม่ประเมินก็ไม่ถูก เพราะยูเสด ก็โฆษณาว่า USAID FROM AMERICAN PEOPLE เป็นเงินภาษีของคนอเมริกันบ้านเขาเสียเงินภาษีมาให้เรา และหากให้เงินมาแล้วใช้ไม่เกิดประโยชน์ทางยูเสดก็คงไม่กล้าปล่อยให้รัฐบาลไป ทำผิดเงื่อนไขแต่แรกแน่ เพราะหากปล่อยให้ทำผิดเงื่อนไขการรับเงินยูเสดจะถูกคนสหรัฐด่าแน่ว่ายูเสด โง่ หากจะมองว่าเข้ามาแทรกแซงกิจการในไทยนั้น หากเขาต้องการประเมินก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว เป็นการตรวจสอบเพื่อให้ใช้เงินดังกล่าวให้ถูกต้อง เป็นการดี

ที่ผ่านมาไทยใช้เงินเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยแค่ไหน

ที่ผ่านมาจะใช้ในมารูปแบบทุนการศึกษา แต่มาวันนี้เราเห็นประเด็นปัญหาที่สมัยก่อนทุนการศึกษาเป็นเรื่องของการ พัฒนาประเทศ มุ่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในอดีตก็มีได้งบฯไปพัฒนาด้านเกษตรกรรม

ดูเหมือนว่า 3 ปีที่ผ่านมา ประเทศเรามีปัญหาเรื่องระบบธรรมาภิบาลจึงทำให้ยูเสดต้องยื่นมือเข้ามาช่วยไทย

สิ่งที่สีแดงพูดบอกว่าไม่ยุติธรรม สีเหลืองยึดสนามบินยังบอกว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งเราต้องยอมรับว่าระบบเรามีปัญหา หากประเทศใดไม่มีหลักนิติรัฐต่อให้มีผู้นำดีหรือไม่ดีก็ไม่สำคัญเท่าระบบ ยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญกว่ารัฐบาล แม้จะยังไม่มีรัฐบาลแต่หากประเทศดำเนินไปได้ถ้าหากมีนิติรัฐและนิติธรรมก็ทำ ให้ไปข้างหน้าได้ ซึ่งแรลลี่ แดมอน ที่เป็นนักประชาธิปไตยกระแสหลักของ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐ พูดว่าประชาธิปไตยจะอยู่ได้หรือไม่ต้องมีธรรมาภิบาล

แม้จะมีผู้นำที่ดีแต่หากหลักนิติรัฐและนิติธรรมของประเทศยังสั่นคลอนการพัฒนาประชาธิปไตยก็ลำบากได้

แม้ตัวผู้นำจะไม่ไปกระทำผิดก็ยังไม่พอ เพราะปัญหาอยู่ที่ประชาชนคาดหวังว่าจะมีหลักนิติรัฐ แต่บางกรณีมีคดีประชาชนบอกว่าผิด แต่มันไม่ผิด ก็เกิดความคาใจ เมื่อคาใจก็ยุ่ง แม้บางประเทศจะมีความยุติธรรมบกพร่องได้ไหมคือ ทำได้เพราะในยุโรปก็มีอเมริกาก็มี แต่มันต้องมีการบกพร่องที่ไม่ถี่ และมันต้องวิพากษ์ไม่ให้เกิดขึ้นอีก แต่บ้านเราไม่ใช่แค่ไม่สมบูรณ์ แต่กระบวนการยุติธรรมบกพร่องกลับถี่ ทำให้ความศรัทธาประชาชนก็แย่ไป ส่วนในต่างประเทศก็มีของกรณีอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ก็มีคดีหลุดไปผ่านไป ลืมไป คล้ายๆ กันเยอะ ในกรณีของประเทศพัฒนาแล้วค่อนข้างจะหลุดคดีได้ยาก

รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้คำมั่นจะเร่งฟื้นฟูประชาธิปไตยให้กลับมา ซึ่งมีสิทธิปฏิเสธไม่รับเงินทุนได้หรือไม่

รัฐบาล มีสิทธิไม่ต้องการรับได้ โดยการใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศบอกกันว่าเรายังเป็นมิตรที่ดีต่อกัน เพราะการทำแบบนี้เราไม่ชอบมันเหมือนรู้สึกเสียหน้า ซึ่งทางยูเสดอาจจะฟังก็ได้ แต่ผมบอกว่าจำเป็นต้องมองอย่างนั้นด้วยเหรอ เราอยากได้เงินไหมเราก็อยากได้ เพราะการได้เงินมาก็เพื่อมาพัฒนาให้ประเทศดีขึ้นแล้วทำไมไม่เอา ผมว่าไม่เห็นแปลกตรงไหน แต่บางทีเรากลับไม่ใจกว้างมองผ่านพรหมแดนระหว่างชาติ

โดยส่วนตัวมองว่าแม้เพิ่งผ่าน 19 กันยายน 49 ไทยควรรับเงินบริจาค

ถ้า ยูเสดให้เงินแล้วบีบให้เราทำอะไรที่ไทยไม่ชอบ ผมว่าเอาเงินของยูเสดคืนดีกว่า แต่ถ้าเขาอยากจะให้ไทยด้วยใจจริงก่อให้เกิดประชาธิปไตยขึ้นมา ผมว่ารัฐบาลควรเอามาใช้แล้วต้องบอกประชาชนว่าใช้อย่างไร ดังนั้น ถ้ายูเสดให้เงินแล้วไม่มีเงื่อนไขอะไรก็ควรน่าจะนำมาใช้

รัฐบาลอาจจะ น่ารักเป็นคนดีใช้เงินทางที่ดี แต่ท้ายที่สุดต้องหลีกเลี่ยงการใช้เงินดังกล่าวเอง และควรให้หน่วยงานต่างๆ เป็นผู้นำเงินดังกล่าวไปใช้แล้วให้องค์กรเหล่านั้นออกแบบ ว่าจะทำอะไร ตัวชี้วัดคืออะไร จะได้มีประโยชน์ ซึ่งจะลงทุ่มใส่กับการศึกษาอย่างเดียวไม่ได้

280 ล้านบาทที่ไทยได้รับใน 5 ปี นี้จะพอมีหวังว่าความสมานฉันท์ของไทยจะกลับคืนมา

เรา อย่าไปคิดว่า ความแตกแยกมันจะจบหรือไม่แต่ความแตกแยกมีเหตุผลเพื่อให้สังคมเกิดกระบวนการขัดเกลา เพราะจะทำให้เสื้อเหลืองและเสื้อแดงต้องทบทวนตัวเอง แต่เงินและทรัพยากรของยูเสดที่เข้ามาสามารถช่วยให้เราผลักดันได้มากกว่าเดิม ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว และไม่จำเป็นต้องมารักกันกอดกัน แต่แค่เข้าไปเอื้ออำนวยก็สำเร็จแล้ว ซึ่งดีกว่าไม่ทำอะไร ดังนั้น อย่ามองความขัดแย้งเป็นแง่ร้ายไปหมด ซึ่งเงินจำเป็นต้องมีเพื่อให้เกิดการขัดเกลาให้ประเทศเราเดินไปข้างหน้าได้


หน้า 11

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น