ชมพุทธประวัติ ฉบับการ์ตูน

Art of Asia: Buddhism - The Art of Enlightenment

ใครๆก็แก้กฎหมายได้(คุณก็ด้วย)

การแนะแนว"อนาคตประเทศไทยกับ 10 อาชีพสุดฮิพ"จัดโดยมูลนิธิไทยคม 10-11 ต.ค.52

Bookmark and Share

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หลากชีวิต "รักพิสดาร" ของบรรดาสัตว์โลก

หลากชีวิต "รักพิสดาร" ของบรรดาสัตว์โลก
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กุมภาพันธ์ 2553 23:07 น.

ทากทะเล มีสองเพศในตัวเดียวกัน ผสมพันธุ์พร้อมกันได้ครั้งละหลายๆ ตัวเรียงต่อกันเป็นสายโซ่ (Wildlife Trusts)

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
หอยทากทะเล มีพฤติกรรมการผสมพันธุ์คล้ายทากทะเล คือ เรียงต่อกันหลายๆ ตัว (Wildlife Trusts)

ปลาการ์ตูน ตัวผู้เปลี่ยนเพศได้เมื่อขาดแคลนตัวเมีย (www.metro.co.uk)

แมงมุมกระโดดระหว่างเลือกคู่ (ภาพไลฟ์ไซน์)

ตั๊กแตนตำข้าว ตัวเมียจะเขมือบตัวผู้ในระหว่างหรือหลังเสร็จสิ้นการผสมพันธุ์ (www.biodiversityexplorer.org)

ห่านบางชนิดชอบชีวิตครอบครัวแบบ สามตัวผัวเมีย (sfaw.co.uk)

"การสืบพันธุ์ได้" คือ คุณสมบัติข้อหนึ่งในนิยามของ "สิ่งมีชีวิต" ซึ่งมีหลายวิธี แตกต่างกันไปตามความต่างของชนิดพันธุ์ วิธีสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศที่พบได้ทั่วไปในสัตว์ส่วนใหญ่ คือการจับคู่ผสมพันธุ์ระหว่างเพศผู้และเพศเมีย ทว่า สัตว์บางชนิดมีพฤติกรรมการการเลือกคู่และผสมพันธุ์ที่แปลก พิสดาร หรือน่าสยดสยองก็มี
       

       สัตว์บางชนิดที่เป็นกะเทย คือมีทั้งสองเพศในตัวเดียวกัน และผสมพันธุ์ข้ามตัว เช่น ทากทะเล (sea slug) เมื่อถึงคราวที่ต้องผสมพันธุ์ จะจับคู่กันมากกว่า 2 ตัว โดยสามารถจับคู่ผสมพันธุ์เรียงต่อกันไปเรื่อยๆ คล้ายสายโซ่ และอาจวนเข้าหากันจนเป็นวงกลมเลยก็ได้
       
       หอยทากทะเล (slipper limpet) ก็เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่ สามารถจับคู่ต่อๆ กันจนเป็นสายโซ่ได้ในแนวตั้งซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยสามารถจับคู่ต่อกันได้ถึง 25 ตัว ซึ่งตัวที่อยู่ด้านล่างสุดมักเป็นหอยเพศเมียเสมอ และเมื่อตัวเมียที่อยู่ล่างสุดตายลง ตัวผู้ที่อยู่ถัดขึ้นมาจะเปลี่ยนเป็นเพศเมีย และตัวที่อยู่ถัดๆ ไป ก็จะเปลี่ยนเพศต่อๆ กันไป
       
       ปลาการ์ตูนก็ เปลี่ยนเพศได้เหมือนกัน เมื่อปลาการ์ตูนตัวเมียตายจากไปหรือขาดแคลนตัวเมียในฝูง ปลาการ์ตูนตัวผู้ก็จะเปลี่ยนเพศมาเป็นตัวเมียแทน เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์กับตัวผู้และให้กำเนิดลูกปลารุ่นต่อๆ ไป รวมทั้งปลานกแก้ว ปลานกขุนทอง และปลาพยาบาล ที่สามารถเปลี่ยนจากเพศเมียเป็นเพศผู้ได้ เมื่อขาดแคลนพ่อพันธุ์
       
       แมงมุมได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ที่มีบทรักพิสดารหลากหลายรูปแบบตามแต่ละสายพันธุ์ โดยแมงมุมหลังคาแดง (redback spider) หลังจากตัวผู้ต่อสู้แย่งสิทธิ์ผสมพันธุ์กับแมงมุมสาว ก็จะใช้เวลาเกี้ยวพาราสีอีก 50 นาที จึงจะได้สมหวังในรัก แต่หากไม่มีตัวผู้อื่นมาเป็นคู่แข่งแย่งชิงตัวเมีย ก็ต้องเสียเวลาเกี้ยวแมงมุมตัวเมียนานหน่อยราว 4-5 ชั่วโมง
       
       ส่วนแมงมุมกระโดด (jumping spider) ที่พร้อมผสมพันธุ์ จะแข่งกันทำตัวเรืองแสงคล้ายๆ กับการแต่งตัวเพื่อล่อคู่ผสมพันธุ์ โดยแมงมุมตัวผู้ จะเรืองแสงสีเขียวและขาวจากการสะท้อนรังสียูวี ส่วนตัวมีจะมีอวัยวะด้านหน้าที่ยื่นออกมาซึ่งเรืองแสงสีเขียวเช่นกัน หากไม่สามารถมองเห็นการเรืองภายใต้สเปคตรัมของแสงทั้งตัวผู้และตัวเมียจะ เมินเฉยต่อกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าคู่ผสมพันธุ์ต้องแสดงการเรืองแสงเพื่อพิสูจน์สุขภาพที่ พร้อมจะผสมพันธุ์
       
       การผสมพันธุ์ของแมงมุมนั้น ตัวผู้จะฉีดน้ำเชื้อจากอวัยวะที่ยื่นออกมาบริเวณปากเข้าอวัยวะสืบพันธุ์ของ เพศเมียที่เปิดออกอยู่บริเวณใต้ช่องท้องของเพศเมีย โดยที่แมงมุมใยกลม (orb-web spider) หรืออาร์กิโอเปบรูเอนนิชิ (Argiope bruennichi) ตัวผู้จะทิ้งความเป็นชายโดยฉีกปลายอวัยวะสืบพันธุ์ทิ้งไว้ในช่องสืบพันธุ์ ของตัวเมีย เพื่อกันไม่ให้แมงมุมตัวผู้ตัวอื่น ฉีดน้ำเชื้อให้แก่ตัวเมียอีกได้ 
       
       แมงมุมตัวเมียสปีชีส์ไฟโซคูลัสโกลบูซัส (Physoculus globusus) จะส่งเสียงกรีดร้อง ที่มีความถี่สูงเพื่อชักนำตัวผู้ระหว่างจับคู่ ซึ่งเสียงร้องนี้จะตอบสนองจังหวะการบีบรัดของอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ที่อยู่ ในร่างตัวเมียระหว่างผสมพันธุ์ ซึ่งเสียงกรีดร้องของตัวเมียเป็นการส่งสัญญาณเตือนคู่ผสมพันธุ์หากมีการ บีบรัดที่รุนแรงหรือยาวนานเกินไป ซึ่งตัวผู้ก็จะตอบสนองอย่างกระตือรือร้นเพื่อเพิ่มโอกาสที่น้ำเชื้อของตัว เองจะได้รับเลือกให้ผสม
       
       ทั้งนี้ แมงมุมตัวเมียหลายสปีชีส์จะกินตัวผู้ด้วยความหิวโดยหลังจากเสร็จสิ้นการผสมพันธุ์ ซึ่งแมงมุมตัวผู้ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กกว่าตัวเมีย จึงตกเป็นเหยื่ออันโอชะของคู่ผสมพันธุ์ได้ง่าย
       
       ตั๊กแตนตำข้าว เป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่มีฉากรักพิศวาสสุดโหดไม่แพ้กัน เพราะตั๊กแตนตำข้าวตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้มาก และมักดุร้ายในช่วงผสมพันธุ์ ในขณะที่ตัวผู้เกาะหลังตัวเมียเพื่อผสมพันธุ์ ตั๊กแตนตัวเมียอาจหันมางับหัวตัวผู้กินเอาดื้อๆ เลยก็ได้ แต่ในบางสายพันธุ์ตัวเมียอาจรอให้เสร็จกิจเรียบร้อยก่อนแล้วจึง เขมือบตัวผู้เป็นอาหาร แต่ถ้าตัวผู้ไหวตัวทันและโชคเข้าข้าง ก็มีสิทธิ์หนีรอดได้
       
       พฤติกรรมก้าวร้าวและการทำร้ายตัวผู้หลังผสมพันธุ์ยังพบได้ในแมวเพศ เมีย ทว่าไม่โหดร้ายและรุนแรงเท่าแมงมุมและตั๊กแตนตำข้าว ทั้งยังมีการอ้อนและเชื้อเชิญให้แมวตัวผู้เข้ามาผสมพันธุ์ใหม่อีกด้วย ดั้งนั้นใน 1 ชั่วโมง แมวอาจผสมพันธุ์กันได้ถึง 10 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลาผสมพันธุ์เพียงไม่กี่นาที โดยในขณะผสมพันธุ์ แมวตัวผู้จะกัดที่บริเวณหนังคอแมวตัวเมียและขึ้นขี่ หลังผสมพันธุ์เสร็จ ตัวผู้ต้องรีบออกห่างตัวเมียก่อนที่จะโดนทำร้าย และแต่ละฝ่ายจะแยกกันพักผ่อนสักพักก่อนจะเริ่มผสมพันธุ์กันใหม่
       
       สัตว์บางชนิดมีชีวิตรักแบบสามตัวผัวเมีย เช่น ห่านบาง ชนิดที่มีตัวผู้ 2 ตัวเป็นคู่หูชู้ชื่นกันอยู่ก่อน แต่เมื่อตัวใดตัวหนึ่งเกิดปิ๊งห่านสาวเข้าให้ ก็ยังไม่ยอมแยกจากกัน จนต้องตกล่องปล่องชิ้นอยู่เป็นครอบครัวเดียวกัน ช่วยกันผสมพันธุ์ ช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงลูกกันต่อไป โดยห่านมักผสมพันธุ์กันในน้ำ ซึ่งจะทำให้ได้ไข่มีเชื้อมากกว่า
       
       นี่เป็นเพียงตัวอย่างบทรักของสัตว์โลกที่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เพื่อนำดีเอ็นเอจากเพศผู้และเพศเมียมาสผมกันและขยายเผ่าพันธุ์ ซึ่งพบได้ทั่วไปในสิ่งมีชีวิตชั้นสูง และได้รับการพิสูจน์ผ่านเวลาอันยาวนานแล้วว่าวิธีนี้เหมาะสมที่สุดสำหรับ สิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อน ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม เพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9530000021039

--
โปรดอ่านบล็อก
http://www.pridiinstitute.com
http://www.nakkhaothai.com
http://twitter.com/sweetblog
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/sat191
http://www.pacc.go.th/
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/smeblogger
http://twitter.com/seminarblog
http://twitter.com/sunnewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/ktblogger
http://twitter.com/sundayblog
http://twitter.com/mondayblog
http://twitter.com/tuesdayblog
http://twitter.com/wednesdayblog
http://twitter.com/thursdayblog
http://twitter.com/fridayblog
http://twitter.com/saturdayblog

ขอความร่วมมือช่วยกระจายข่าวการจัดสัมมนา


 
 
จาก: Worrawit Luangdilok <worrawit@singthai.com>
วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2553, 14:16
หัวเรื่อง: ขอความร่วมมือช่วยกระจายข่าวการจัดสัมมนา
ถึง:

เรียน ท่านนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ
 
เนื่องจากขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานการประชุมรับฟังความคิดเห็น เรื่อง “โครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ตามมาตรา 67 วรรค 2 รัฐธรรมนูญ 2550" ซึ่งได้เปิดรับสมัครไปเมื่อวันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น มีสัดส่วนของนักวิชาการที่สนใจเข้าร่วมรับฟังและเสนอความคิดเห็นอยู่เพียง 4 %
 
ทางคณะทำงานฯจึงอยากขอความร่วมมือและความกรุณาจากทุกท่านช่วยกระจายข่าว ชักชวน เพื่อนฝูงของท่านในแวดวงของนักวิชาการ มาช่วยกันระดมความคิดเห็น เพื่อหาทางออกให้ประเทศชาติ ที่กำลังบอบช้ำอยู่ในขณะนี้คนละมือสองมือกันเถอะครับ
 
สำหรับ link ในการลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมประชุม สามารถ click ได้ที่นี่เลยครับ http://www.publicconsultation.opm.go.th สำหรับรายละเอียดของข้อมูลที่อยากขอความคิดเห็นสามารถศึกษาได้ก่อนจาก link นี้ครับ http://www.publicconsultation.opm.go.th/rubfung67/document.asp
 
ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ
 
Worrawit Luangdilok
 


__________ Information from ESET Smart Security, version of virus signature database 4862 (20100212) __________

The message was checked by ESET Smart Security.

http://www.eset.com

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การคุ้มครองเงินฝากแบงค์เต็มจำนวน (ที่กำลังจะสิ้นสุดลง) และการปรับตัวของผู้ฝากเงิน

การคุ้มครองเงินฝากแบงค์เต็มจำนวน (ที่กำลังจะสิ้นสุดลง) และการปรับตัวของผู้ฝากเงิน

ทราบหรือไม่ว่า ในปัจจุบัน เงินอออมของท่านที่ฝากอยู่กับสถาบันการเงิน (ได้แก่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์) ได้รับการคุ้มครองทั้งต้นและดอกเต็มจำนวนโดย สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (Deposit Protection Agency หรือ DPA) •ไม่ว่าท่านจะมีเงินในบัญชีเพียงไม่กี่หมื่นบาทหรือเป็นพันล้านบาทก็ตาม • หมายความว่าถ้าแบงค์ที่ท่านฝากเงินอยู่เกิดมีอันเป็นไป (เจ๊ง) DPA ก็จะจ่ายเงินคืนให้ท่านครบทั้งจำนวน โดยที่ท่านไม่ต้องไปฟ้องร้องต่อศาลในฐานะเจ้าหนี้แบงค์เพื่อขอแบ่งเงินคืน • ซึ่ง DPA จะเรียกเก็บเงินนำส่ง (เบี้ยประกัน) จากสถาบันการเงินของท่านในอัตราร้อยละ 0.40 ต่อปี (ต้นทุนเงินฝากของแบงค์ที่แท้จริงจึงจะต้องบวกเข้าไปอีก 0.40%) โดยจะคำนวณจากยอดเงินฝากเป็นรายวัน

และทราบหรือไม่ว่า การคุ้มครองแบบเต็มจำนวนดังกล่าวจะสิ้นสุดลงในวันที่ 11 สิงหาคม 2554 หรืออีกประมาณปีครึ่งนับจากนี้ • โดยในวันที่ 11 สิงหาคม 2554 DPA จะลดการคุ้มครองแบบเต็มจำนวน ลงเหลือเพียง 50 ล้านบาทต่อบัญชีต่อสถาบันการเงิน (ถ้าท่านมีเงินฝาก 100 ล้านบาท ก็ยังสามารถกระจายฝากไว้กับ 2แบงค์ โดยได้รับการคุ้มครองรวมกัน 100 ล้านบาทอยู่เช่นเดิม) • และในวันที่ 11 สิงหาคม 2555 (อีกสองปีครึ่งนับจากนี้) DPA จะลดการคุ้มครองลงเหลือ 1 ล้านบาทต่อบัญชีต่อสถาบันการเงิน • ในปัจจุบันมีสถาบันการเงินรวมกันทั้งสิ้น 38 แห่ง แปลว่าถ้าท่านมีเงินฝากเกิน 38 ล้านบาท จะมีเงินฝากบางส่วนที่มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้คืนกรณีที่สถาบันการเงินของท่านล้ม

เพื่อให้เห็นภาพรวมของโครงสร้างเงินฝากของประเทศไทย มาลองดูข้อมูล ณ พฤศจิกายน 2552 กัน




ข้อมูลดิบ จากธนาคารแห่งประเทศไทย

ข้อมูลข้างต้นชี้ให้เห็นว่า • ในวันที่ 11 สิงหาคม 2554 ผู้ฝากเงินที่ได้รับผลกระทบระลอก แรก (มีเงินฝากเกิน 50 ล้านบาท) มีเพียง 7,750 บัญชี คิดเป็น 0.007% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด 76.2 ล้านบัญชี แต่จำนวนเงินฝากที่ได้รับผลกระทบ มีสูงถึง 1.77 ล้านบาท คิดเป็น 25.30% ของจำนวนเงินฝากทั้งหมด 6.99 ล้านล้านบาท! และในวันที่ 11 สิงหาคม 2555 ผู้ฝากเงินที่ได้รับผลกระทบระลอก สอง (มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท) จะมีเพิ่มขึ้นเป็น 837,308 บัญชี แต่ก็มีสัดส่วนเพียง 1.1% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด แต่ที่สำคัญคือ จำนวนเงินฝากที่จะได้รับผลกระทบจะมีสูงถึง 5.02 ล้านล้านบาท หรือ 71.80% ของเงินฝากทั้งประเทศ

จากข้อมูลข้างต้น สามารถแปลความและคาดการณ์ได้ดังนี้

• ถ้าเทียบจำนวนเงินฝากในบัญชีเป็นความมั่งคั่ง ถือได้ว่าประเทศไทยมีความเหลื่อ มล้ำของรายได้สูงมาก ผู้ที่มีเงินฝากไม่เกิน 50,000 บาท มีจำนวนถึง 88.6% ของจำนวนบัญชีทั้งหมด แต่กลับมีเงินรวมกันเพียง 4.1% เท่านั้น ขณะที่ผู้ที่มีเงินฝากเกิน 1 ล้านบาท มีจำนวนเพียง 1.1% แต่มีเงินรวมกันถึง 71.8% ของเงินฝากทั้งประเทศ ซึ่งเป็นเครื่องวัดประสิทธิภาพในการกระจายรายได้ได้อย่างชัดเจน

• ในอีกประมาณหนึ่งปีครึ่ง จะมีเงินฝากที่ไม่ได้รับการค้ำประกันซึ่งจะต้องกระจายออกไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ สูงถึง 1.77 ล้านล้านบาท และในอีกสองปีครึ่ง จำนวนเงินดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นเป็น 5.02 ล้านล้านบาท อาจเป็นผลให้ธุรกิจจัดการกองทุนมีความเติบโตสูงมาก โดยเฉพาะกองทุนตลาดเงินที่ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐซึ่งมีความเสี่ยงต่ำมาก (เทียบเคียงได้กับการฝากเงิน) ซึ่งในปัจจุบันมียอดเงินลงทุนรวมกันไม่เกิน 5 แสนล้านบาทเท่านั้น (ข้อมูลจากการรวบรวมส่วนตัว)

• ภาครัฐพยายามส่งสัญญาณว่า ผู้ฝากเงินจะต้องพัฒนาตนเองให้เป็นนักลงทุน คือต้องรู้จักพิจารณาความเสี่ยงของสถาบันการเงินที่นำเงินไปฝากด้วย เพราะมีโอกาสที่จะไม่ได้รับเงินคืนกรณีที่แบงค์ล้ม ซึ่งในประเด็นนี้ผมสนับสนุนเต็มที่

• DPA เองก็มีความเสี่ยงว่าจะสามารถคุ้มครองเงินฝากได้จริงเมื่อเกิดวิกฤติการเงินหรือไม่ เนื่องจาก ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2551 DPA มีกองทุนที่ใช้คุ้มครองเงินฝากเพียง 10,646 ล้านบาทเท่านั้น เทียบกับเงินฝากทั้งหมดในปัจจุบันที่มีอยู่ 6.99 ล้านล้านบาท หรือสามารถคุ้มครองได้เพียง 0.15% เท่านั้น! ถึงแม้จะรวมเบี้ยประกันที่เก็บจากสถาบันการเงินอีกปีละประมาณ 28,000 ล้านบาท (0.40% ของ 6.99 ล้านล้านบาท ต่อปี) ก็ต้องใช้เวลาถึง 250 ปีในการสะสมเบี้ยประกันให้เพียงพอต่อจำนวนเงินฝากทั้ง 100%!

เมื่อผู้ฝากเงินทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว ก็หวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการปรับตัวและวางแผนการลงทุนต่อไปในอนาคต เรื่องนี้ผสมสรุปสั้นๆ ว่า เศรษฐีเหนื่อยครับ

หมายเหตุ:
• ข้อมูลเงินฝาก http://www.bot.or.th/Thai/Statistics/FinancialInstitutions/CommercialBank/Pages/StatDepositsAndLoans.aspx
• รายงานประจำปี 2551 ของ DPA http://www.dpa.or.th/Uploads/Content/105346-Book%20Thai.pdf
• สรุปข้อมูลที่สำคัญของ DPA http://www.dpa.or.th/Detail.aspx?menu=22&id=50

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.media4democracy.com/th/
http://www.youngtelecom.org/
http://www.logex.kmutt.ac.th/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm
http://www.isriya.com/node/2809/wordcamp-bangkok-2009-pool-party

วันเสาร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

13 ชาติเอเชียระดม ถก"เสือโคร่ง"

วันที่ 07 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7010 ข่าวสดรายวัน


13 ชาติเอเชียระดม ถก"เสือโคร่ง"


จิรพงศ์ เกิดเรณู






"เสือโคร่ง"นอกจากจะเป็นความยิ่งใหญ่ น่าเกรงขาม และมีอำนาจแล้ว เสือโคร่งยังเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่าด้วย

เนื่อง จากเสือโคร่งเป็นสัตว์ผู้ล่าที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหาร นั่นหมายความว่าในพื้นที่ป่าไหนมีเสือโคร่ง ย่อมแสดงว่าสัตว์หรือพืชในห่วงโซ่ชั้นล่างลงไป ย่อมมีความสมบูรณ์ตามไปด้วย

แต่ในภาวะปัจจุบัน ด้วยสภาพป่าที่น้อยลง ส่งผลให้สัตว์ในห่วงโซ่อาหารของสัตว์ผู้ล่าขนาดใหญ่อย่างเสือโคร่งน้อยลง ซึ่งจะทำให้พวกมันเสี่ยงต่อการดำรงอยู่ และอาจถึงขั้นสูญพันธุ์

ใน การประชุมระดับรัฐมนตรีประเทศเอเชีย ด้านการอนุรักษ์เสือโคร่ง ครั้งที่ 1 ที่ประเทศไทยจัดขึ้นที่อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ นับเป็นครั้งแรกของชาติในเอเชียที่มองเห็นความสำคัญของเสือโคร่ง ซึ่งมีอยู่เพียงแค่ 13 ประเทศเท่านั้น ที่ยังมีเสือโคร่งในป่าธรรมชาติ

เวที หารือร่วมกันครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ระดับ คือรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศ และเจ้าหน้าที่อาวุโส ที่แต่ละคนผ่านการทำงานด้านสัตว์ป่าและสิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน มีทั้งสิ้นเกือบ 100 คน จากบังกลาเทศ ภูฏาน กัมพูชา จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย พม่า เนปาล รัสเซีย เวียดนาม และไทย

เป็นการจัดประชุมด้านสัตว์ป่าระดับนานาชาติที่ใหญ่สุดเท่าที่เคยมีมาในประเทศไทย

แนวคิดหลักของการประชุมครั้งนี้ คือต้องการนำผลทางวิชาการในการประชุมเชิงปฏิบัติการเสือโลกที่ประเทศเนปาล ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

ที่สำคัญคือทำให้คนทำงานอนุรักษ์เสือโคร่ง ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ปัญหาและอุปสรรค์ต่างๆ ระหว่างคนทำงานในแต่ละประเทศมากขึ้น



ในส่วนของไทยที่นำผลการศึกษาวิจัยเสือโคร่งมาร่วมเสนอและแลกเปลี่ยน นำโดย ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ ผอ.ส่วนอนุรักษ์สัตว์ป่า สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 12 นครสวรรค์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ดร.ศักดิ์สิทธิ์ ทำงานวิจัยเสือโคร่งในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ป่าอนุรักษ์มรดกโลก มานานกว่า 10 ปี โดยนำเสนอผลงานวิจัยเสือโคร่งจากภาพถ่าย "คาเมร่า แท็ป" (camera trapped) หรือกล้องจับการเคลื่อนไหว

โดยเล่าถึงการเริ่มต้นศึกษาและวิจัยว่า สาเหตุที่ศึกษาเสือโคร่ง เนื่องจากเสือโคร่งเป็นตัวชี้วัดเรื่องต่างๆ ในป่า เพราะเสือโคร่งจะไวต่อการเปลี่ยนแปลง ถ้ามีการบุกรุกพื้นที่ป่า และเปลี่ยนป่าเป็นเกษตรกรรม หรือการเข้าไปของคนจำนวนมาก เสือจะอยู่ไม่ได้

เริ่ม แรกของการทำงานยังไม่มีองค์ความรู้ การจะเดินตามหาเสือเพื่อจับมาศึกษา เป็นไปไม่ได้เลย เพราะไม่รู้ว่าเสือมีวิถีชีวิตอย่างไร อยู่ที่ไหน นอนที่ไหน เราจึงมาเริ่มศึกษาจากมูลของเสือโคร่ง หรือเศษซากอาหารที่กินเหลือ เพื่อดูว่ามันกินอะไรเข้าไป

ดร.ศักดิ์สิทธิ์ อธิบายว่า แต่เมื่อเห็นกองมูลแล้ว สิ่งที่จะบอกได้ว่าเป็นของเสือโคร่งหรือไม่ ต้องดูจากรอยเท้า และสัญลักษณ์ที่มันทำก่อนถ่ายประกอบกันด้วย คือคุ้ยตะกุยดินแล้วจึงถ่ายคล้ายแมว แต่เสือจะไม่กลบ ก่อนนำมูลไปวิจัย



"เมื่อ ศึกษามูลแล้วจึงรู้ว่าสาเหตุของการลดลงของเสือโคร่งคืออะไร เมื่อก่อนเราไม่รู้ก็คาดเดาไปต่างๆ นานา แต่เมื่อศึกษาจึงพบว่าสาเหตุที่แท้จริง เนื่องจากอาหารที่เสือโคร่งกิน คือสัตว์เท้ากีบขนาดใหญ่ เช่น วัวแดง กระทิง ควายป่า เก้ง กวาง และหมูป่า ลดลง เมื่อไม่มีอาหารเสือก็อยู่ไม่ได้ หลายพื้นที่เป็นแบบนี้ นี่คือสิ่งที่ได้จากการศึกษาครั้งแรก"

ต่อมาจึงศึกษาติดตามประชากร และศึกษาเชิงลึกทางชีววิทยา เพื่อดูความต้องการอาหารของมัน พบว่าเสือโคร่ง 1 ตัว ต้องการเหยื่อ 500 ตัวต่อปี แต่ไม่ได้กินทั้งหมด กินเพียง 50 ตัวเท่านั้น ลองคิดดูว่าป่าที่พวกมันจะอยู่ด้วยต้องมีความอุดมสมบูรณ์มากแค่ไหน

อีกประการหนึ่ง เสือโคร่งตัวผู้ 1 ตัว ต้องการพื้นที่ป่า 250 ตารางกิโลเมตร แต่ถ้าพื้นที่ป่านั้นๆ มีความอุดมสมบูรณ์มาก พื้นที่ที่เสือโคร่งต้องการก็จะน้อยลง ดังในพื้นที่ป่าของไทยที่ขยายไม่ได้ แต่สามารถทำให้สมบูรณ์มากขึ้นได้

จากนั้นทีมวิจัย ของดร.ศักดิ์สิทธิ์ จึง ศึกษาลายของเสือโคร่งผ่านภาพถ่ายคาเมร่า แท็ป โดยพบว่าพวกมันมีลาย หรือที่เรียกกันว่า "ลายพาดกลอน" ที่เป็นเอก ลักษณ์ของตัวเอง เปรียบเหมือนลายนิ้วมือมนุษย์ที่แต่ละคนจะไม่เหมือนกัน

จากลายที่ต่างกัน เมื่อนำภาพมาเปรียบจึงทำให้รู้ว่าตัวนี้เคยเจอหรือยัง หรือถ้าพบตัวใหม่ก็แสดงว่ามีจำนวนเสือเพิ่มขึ้น ดร.ศักดิ์สิทธิ์ระบุว่า ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมีคาเมร่า แท็ป ทั้งหมด 30 ตัว 15 คู่ เพราะแต่ละจุดต้องตั้งกล้อง 2 ฝั่ง ใช้ระบบตรวจจับความร้อน เมื่อเสือเดินผ่านกล้องก็จะถ่ายได้ทันทีโดยอัตโนมัติ

"ปีแรกที่เริ่ม ทำ พ.ศ.2537 ถ่ายไม่ได้เลย เพราะไม่รู้ว่าเสือเดินไปทางไหน หรือไม่รู้ธรรมชาติจริงๆ ของเสือ แต่หลังจากนั้นจึงรู้ว่าเสือชอบเดินตามถนนโล่ง หากเห็นสิ่งแปลกปลอมมันจะไม่เข้าใกล้เลย จึงวางกล้องใหม่ ใช้เศษไม้ปิดไม่ให้ผิดสังเกต จึงได้ภาพเสืออย่างไม่ยาก โดยปีที่ผ่านมาสามารถถ่ายภาพเสือได้ถึง 35 ตัว ทำให้เรารู้ว่า เสือโคร่งที่มีอยู่เพิ่มขึ้นหรือลดลงหรือไม่ ลูกเสือมีชีวิตรอดแค่ไหน" นักวิจัยเสือกล่าว

เมื่อเสร็จสิ้นการประชุมและเสนอผลงานวิจัย ทุกประเทศมีมติร่วมกัน 6 ข้อ คือ


1.ต้องมีความสมดุลกันในด้านการอนุรักษ์เสือโคร่งและการพัฒนาเศรษฐกิจ และต้องไม่สนับสนุนโครงการใดๆ ที่จะทำให้เสือลดลง

2.ต้องบังคับใช้ กฎหมายอย่างจริงจัง และต้องรณรงค์เพื่อลดการซื้อขายเสือ


3.สนับสนุนการใช้เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์มาจัดการในพื้นที่เพื่อการดำรงอยู่ของเสือ

4.ต้อง สามารถทำให้คนและเสืออยู่ร่วมกันได้


5.ต้องร่วมกันหาการสนับสนุนการเงินจากภาครัฐและเอกชน เพื่อการอนุรักษ์เสือ และ
6.จะต้องติดตามผลจากการประชุมอย่างจริงจัง และต่อเนื่องทั้งก่อนและหลังการประชุมสุดยอดเสือโลกที่ประเทศรัสเซีย และความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีพรมแดนที่เสือใช้ร่วมกัน

ข้อสำคัญ ที่สุดนอกเหนือจากนั้น ในอีก 12 ปีข้างหน้า ตรงกับปี พ.ศ.2565 เสือโคร่งที่มีอยู่จะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า นี่คือสัญญาที่ 13 ชาติต้องทำ


หน้า 5

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNVEEzTURJMU13PT0=&sectionid=TURNeE53PT0=&day=TWpBeE1DMHdNaTB3Tnc9PQ==

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

หนูนากับป้าแจ่ม

 

วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7002 ข่าวสดรายวัน


หนูนากับป้าแจ่ม





หนูนากับป้าแจ่ม


หน้า 4
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROamRHNHdNVE13TURFMU13PT0=&sectionid=TURNek13PT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB6TUE9PQ==

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
news9
http://pnac-th.blogspot.com/  pnac-th
http://nature1951.blogspot.com/ nature1951
http://econnews9.blogspot.com/ econ
http://seminars9.blogspot.com/ ilaw
http://politic9.blogspot.com/ pdc9
http://jaecafe.com/feed
http://elibrary.nfe.go.th/index2.php
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/sat191
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/sweetblog

โหราศาสตร์ของจีนโบราณ ที่ว่าด้วยเรื่อง เบญจธาตุ คือ ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ และหลัก "ลักจั๊บกะจื้อ"

วันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 19 ฉบับที่ 7002 ข่าวสดรายวัน


แก้ชง (1)


พันธุ์แท้พระเครื่อง

ราม วัชรประดิษฐ์




ตามหลักโหราศาสตร์ของจีนโบราณ ที่ว่าด้วยเรื่อง เบญจธาตุ คือ ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ และหลัก "ลักจั๊บกะจื้อ" มีคติความเชื่อว่า ในรอบปีจะมี ดาวนักษัตร 12 ดวง ผลัดเปลี่ยนเวียนวนมาคุ้มครองดวงชะตา และให้คุณให้โทษ โดยมีการคำนวณราศีดาวฟ้า-ดิน โดยดาวนักษัตรทั้ง 12 ดวง จะเล็งลัคนากันให้ผลทั้งด้านดี และด้านร้าย ต่อเบญจธาตุที่ปรากฏอยู่ในมนุษย์ เมื่อจับคู่กันแล้วจะเปลี่ยนแปลงตามจักรราศีไปเรื่อยๆ เป็นเวลา 60 ปี จึงจะวนกลับมาบรรจบกันอีกรอบหนึ่ง

ในแต่ละปีซึ่งนับตั้งแต่ตรุษจีน เป็นต้นไปนั้น จะมี "เทพเจ้าผู้คุ้มครองดวงชะตา" หรือที่เรียกกันว่า "องค์ไท้ส่วยเอี้ย" หรือ "ไท้ส่วยเอี้ยเป๋าส่วยกุงเผ่งอัง" ผลัดเปลี่ยนกันมาคุ้มครองเจ้าชะตารวม 60 องค์ เท่ากับจำนวนรอบการเล็งลัคนาของดาวนักษัตร โดยแต่ละองค์จะมีชื่อแตกต่างกันไป



การ ให้คุณให้โทษของดวงดาว และองค์ไท้ส่วยเอี้ย ในแต่ละปีจะทำให้เกิด "ฮะ หมายถึง สมพงศ์" กับ "ชง หมายถึง การปะทะ หรือ ปฏิปักษ์" ขึ้น ถ้าปีใด "ฮะ" ปีนั้นก็จะ เฮง เฮง และเฮง

แต่ถ้าปีใด "ชง" แล้วละก็ ขอโทษนะครับ ไม่ตายก็คางเหลือง ทีเดียวเชียวแหละ

ด้วย เหตุที่ดวงดาวหมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย นักปราชญ์จีนโบราณ เลยหาทางกำหนดวิธี "แก้ชง" คือการพยายามสลายพลังร้าย หรือการเป็นปฏิปักษ์ ตลอดจนการปะทะให้ลดน้อยถอยลง โดยอาศัยหลักความสัมพันธ์และการเกื้อกูล จนถึงกับสามารถเปลี่ยนจากร้ายกลายเป็นดี เปลี่ยนจากศัตรูมาเป็นมิตรในแต่ละรอบปีได้

สำหรับปี 2553 ซึ่งนับตั้งแต่ตรุษจีนปีนี้นั้น ดาวนักษัตรเป็นปีขาล (เสือ) องค์ไท้ส่วยเอี้ยที่เสด็จมาประทับคุ้มครองเจ้าชะตา มีพระนามว่า "อู่ฮวงไต้เจียงกุน" หรือ "อู่หวัน" ผู้คนจะพากันไปขอพรให้ท่านเมตตาปกป้องรักษา ที่ไม่ชงก็ให้ดียิ่งขึ้น และขอบพระทัยองค์เจ้าชะตา ส่วนที่ชงก็ต้องอ้อนวอนให้ช่วยปัดเป่าเภทภัย โดยไปกราบท่านได้ที่ วัดเล่งเน่ยยี่ ทั้งที่เก่าคือ ถนนเจริญกรุง และที่ใหม่คือ บางบัวทอง

สำหรับผู้ที่อยู่ในข่าย "ชง" และ "ร่วมชง" จำเป็นต้อง "แก้ชง" ในปีนี้ ได้แก่

1. ผู้เกิดปีวอก (ลิง) ชง (ปะทะ) โดยตรงกับเทพเจ้า "ไท้ส่วยเอี้ย" และเป็นอริกับปีขาลโดยตรง

2. ผู้เกิดปีขาล (เสือ) ดวงทับองค์ไท้ส่วย

3. ผู้เกิดปีมะเส็ง (งูเล็ก) ปีร่วมชง

4. ผู้เกิดปีกุน (หมู) ปีร่วมชง

ส่วนวิธีการที่จะ "แก้ชง" หรือการเพิ่ม "ฮะ" ในปีนี้จะทำยังไง พื้นที่หมดพอดี อ่านต่อกันพรุ่งนี้แล้วกันครับผม


หน้า 29
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROaWRXUXdOVE13TURFMU13PT0=&sectionid=TURNd053PT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB6TUE9PQ==

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thanks for visiting!  
news9
http://pnac-th.blogspot.com/  pnac-th
http://nature1951.blogspot.com/ nature1951
http://econnews9.blogspot.com/ econ
http://seminars9.blogspot.com/ ilaw
http://politic9.blogspot.com/ pdc9
http://jaecafe.com/feed
http://elibrary.nfe.go.th/index2.php
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm
http://twitter.com/sun1951
http://twitter.com/sat191
http://twitter.com/okblogchan
http://twitter.com/okblogger
http://twitter.com/oknewsblog
http://twitter.com/okworldblog
http://twitter.com/sweetblog

คนจะฉลาดหรือโง่ขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญขนาดของมันสมอง

คนจะฉลาดหรือโง่ขึ้นอยู่กับสิ่งสำคัญขนาดของมันสมอง

Pic_61027

หาก เป็นเรื่องของสติปัญญากันแล้ว นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ของสหรัฐฯพบว่า มันขึ้นอยู่กับขนาดของมันสมอง คนที่มีมันสมองโตกว่า ย่อมหัวแหลมยิ่งกว่าผู้ที่มีสมองมด

คณะนักวิทยาศาสตร์ระหว่างประเทศ ได้ศึกษา โดยสังเกตจากการเล่นวีดิโอเกมของคนต่างๆ สังเกตพบว่า คนที่มันสมองใหญ่กว่า จะมีการประสานงานระหว่างสมองกับมือเหนือกว่าและมีหัวไวกว่าเพื่อนคนที่อาภัพ มีมันสมองก้อนเล็กกว่ากัน

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยอเมริกันผู้เป็น หัวหน้ากล่าวว่า กุญแจของความสำเร็จอยู่ที่ขนาดของมันสมองอันเป็นตัวควบคุมความรวดเร็วของการ ใช้หัวคิดและการค้นพบเรื่องนี้จะช่วยในการศึกษาโรคของมันสมองต่อไป

"ความ รู้เหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการศึกษาเพื่อให้รู้ว่าจะต้องใช้เวลาเคี่ยวเข็ญ นักเรียนบางคนหรือในการบำบัดรักษาผู้ทุพพลภาพหรือสมองเสื่อมมากสักเท่าใด" เขากล่าว.

http://www.thairath.co.th/content/life/61027



--
     Weblink
seminar
http://seminarmon.blogspot.com
http://seminartue.blogspot.com
http://seminarwed.blogspot.com
http://seminarthu.blogspot.com
http://seminarfri.blogspot.com
http://seminarsat.blogspot.com
http://seminar1951.blogspot.com
http://ilaw.or.th
www.patani-conference.net
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.thaisara.com
http://www.rmutr.ac.th
http://www.bedo.or.th/default.aspx
http://weblogcamp2009.blogspot.com
http://seminardd.com
www.ipthailand.org
www.joetist.com